ReadyPlanet.com


โรคไข้หวัดใหญ่– ข้อเท็จจริงที่ควรทราบเพิ่มเติม


 

โรคไข้หวัดใหญ่– ข้อเท็จจริงที่ควรทราบเพิ่มเติม

นพ.พิสนธิ์จงตระกูล

พบ. วุฒิบัตรกุมารเวชศาสตร์

คณะแพทยศาสตร์

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ที่ปรึกษาทางการแพทย์ประจำโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย


หมายเหตุ โปรดอ่านบทความเรื่อง “โรคไข้หวัดใหญ่ – ข้อเท็จจริงที่ควรทราบ” ซึ่งได้แจกจ่ายไปก่อนหน้านี้ในเดือนพฤษภาคม 2552 เพื่อความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับโรคไข้หวัดใหญ่


ขณะนี้ข่าวการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ AH1N1 2009 ยังคงปรากฏเป็นข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆ และทำให้เกิดความตื่นตระหนกไปทั่ว จนมีการปิดโรงเรียนต่างๆ ไปมากกว่า 10 แห่ง บทความนี้จึงถูกเขียนขึ้นเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและตรงกันในหมู่ผู้ปกครอง นักเรียน และคุณครู ของโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย


โรงเรียนมีมาตรการหลักในการป้องกันการแพร่กระจายของโรคไข้หวัดใหญ่ในโรงเรียนอย่างไร

โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัยได้เริ่มมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ที่เป็นตามฤดูกาล (seasonal flus) มาเป็นเวลาอย่างน้อย 3 ปี โดยการจัดฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ในราคาประหยัดแก่นักเรียนทุกคน ซึ่งในแต่ละปีจะมีนักเรียนเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ที่โรงเรียนประมาณ 1,000 คน ร่วมกับการฉีดวัคซีนโดยไม่คิดมูลค่าให้กับคุณครู ครูพิเศษ บุคลากร และเจ้าหน้าที่ทุกท่านของโรงเรียน ซึ่งในปีนี้ได้ขยายการให้วัคซีนฟรีไปยังคุณตำรวจจราจรที่ให้บริการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ปกครองเป็นประจำทุกเช้า-เย็น

ในการนี้เชื่อมั่นได้ว่าโรงเรียนจะไม่ต้องปิดเรียนหากมีการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่ประจำปี ที่เป็นสายพันธุ์ซึ่งบรรจุอยู่ในวัคซีน


การฉีดวัคซีนจะป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ AH1N1 2009 ได้หรือไม่

ป้องกันไม่ได้ เพราะแม้ในวัคซีนจะมีส่วนประกอบของ AH1N1 แต่เป็นสายพันธุ์ย่อย Brisbane ซึ่งพบแพร่ระบาดครั้งแรกในปี 2007 และต่อเนื่องมาจนถึงปีปัจจุบัน(A/Brisbane/59/2007 (H1N1)-like virus) ซึ่งสายพันธุ์ย่อยในวัคซีนมีความแตกต่างจากสายพันธุ์ย่อย AH1N1 2009 ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ทั่วโลกในปัจจุบัน (การแพร่กระจายระดับ 6 ขององค์การอนามัยโลก) ซึ่งมีลักษณะทางพันธุกรรมสัมพันธ์กับสายพันธุ์ A/California/07/2009 และสายพันธุ์นี้อาจถูกนำไปเป็นองค์ประกอบของวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในฤดูกาลถัดไป (ปีหน้า)


เมื่อวัคซีนที่มีอยู่ในปัจจุบันยังป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ไม่ได้ โรงเรียนมีมาตรการอื่นในการป้องกันหรือไม่

โรงเรียนเป็นสถานที่ที่โรคไข้หวัดใหญ่สามารถแพร่กระจายได้โดยง่าย จึงควรมีมาตรการป้องกันที่เข้มงวด ซึ่งโรงเรียนมาแตร์เดอีมีหลักปฏิบัติซึ่งได้ปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่จะมีการระบาดของโรคในปีนี้ ซึ่งทุกมาตรการจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากผู้ปกครองด้วย ดังนี้คือ

  1. คุณครูจะทำการคัดกรองเด็กป่วยทุกคน ทุกเช้า โดยการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย ด้วยเครื่องที่วัดผ่านช่องหู ซึ่งโรงเรียนได้จัดซื้อร่วมกับการได้รับบริจาคจากผู้ปกครองรวมแล้วมีเครื่องวัดจำนวนมากกว่า 10 เครื่อง

    1. ผู้ปกครองมีหน้าที่คัดกรองบุตรหลานของตนเองก่อนมาโรงเรียน หากมีไข้สูง ไอ จาม มาก ควรให้พักผ่อนอยู่กับบ้าน และแจ้งให้คุณครูประจำชั้นทราบว่าเด็กป่วย และพักรักษาตัวที่บ้านจนอาการหายดีแล้ว (โรคส่วนใหญ่จะหายไปในเวลาประมาณ 1 สัปดาห์)

    2. หากมีอาการไม่มาก ให้ไปโรงเรียนได้ แต่ควรแจ้งแก่คุณครูเพื่อเฝ้าดูอาการที่โรงเรียน

  2. เมื่อพบว่าเด็กมีไข้หรือป่วย คุณครูจะส่งเด็กไปยังห้องพยาบาล คุณครูพยาบาลอาจให้เด็กนอนพักอยู่ที่ห้องพยาบาลและโทรศัพท์แจ้งผู้ปกครองหากป่วยมากเพื่อให้รับกลับบ้านและพาไปพบแพทย์ หรือคุณครูพยาบาลอาจให้คำแนะนำ และแจกหน้ากากอนามัยแก่เด็กและให้เด็กกลับไปห้องเรียนได้

  3. นักเรียนทุกคน (ตั้งแต่ชั้นอนุบาล) ถูกสอนให้ปิดปาก ปิดจมูก ขณะไอ จาม โดยสร้างเป็นวัฒนธรรมประจำโรงเรียนว่าการปิดปาก ปิดจมูก ด้วยหน้ากากอนามัยขณะป่วย ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นสิ่งควรกระทำ

    1. ผู้ปกครองควรดูแลให้เด็กทุกคนนำผ้าเช็ดหน้าไปโรงเรียนเพื่อใช้ปิดปาก ปิดจมูก เป็นครั้งคราวขณะไอ จาม ในขณะที่ยังไม่ได้ใส่หน้ากากอนามัย

    2. หากมีหน้ากากอนามัยที่บ้านควรให้เด็กใส่มาจากบ้าน โดยเฉพาะขณะนั่งรถ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายโรคให้กับบุคคลที่โดยสารมาด้วยกัน รวมทั้งให้คุณครูสังเกตได้ง่ายว่าเด็กป่วย

  4. นักเรียนทุกคน (ตั้งแต่ชั้นอนุบาล) ถูกสอนให้ล้างมือบ่อยๆ โดยโรงเรียนได้จัดหาเจลล้างมือไว้ประจำทุกห้อง ทุกชั้นเรียน เพื่อให้นักเรียนทำความสะอาดมือได้ทุกขณะที่ต้องการ เด็กชั้นอนุบาลจะถูกดูแลให้ล้างมือวันละ 4 ครั้ง ร่วมกับการติดโปสเตอร์ชักชวนให้ล้างมือ และแสดงวิธีล้างมือให้สะอาดไว้ตามจุดต่างๆ ในโรงเรียนจำนวน 100 แผ่น

  5. ผู้ปกครองมีหน้าที่ปฏิบัติกับตนเองและบุคคลอื่นในครอบครัวในการปิดปาก ปิดจมูก ขณะไอ จาม การใช้หน้ากากอนามัย และการล้างมือ เพราะการป้องกันที่โรงเรียนจะได้ผลเพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งคือมาตรการป้องกันที่บ้าน

  6. ผู้ปกครองที่ป่วยไม่ควรเข้ามาเดินภายในบริเวณโรงเรียน รวมทั้งไม่นำเด็กอื่นที่ป่วยเข้ามาภายในบริเวณโรงเรียนด้วยเช่นกัน เช่นนำเด็กเล็กที่ป่วยมาเล่นเครื่องเล่นบริเวณสนามเด็กเล่นของฝ่ายอนุบาล

  7. โรงเรียนทำความสะอาดห้องเรียน ห้องอาหาร และอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ ในโรงเรียนเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ โดยจัดให้เป็นกิจกรรมของนักเรียนแต่ละห้องด้วย

  8. เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคระบบทางเดินหายใจเกิดได้ง่ายในสภาพห้องที่ขาดการถ่ายเทอากาศ ดังนั้นในช่วงที่มีการระบาดของโรค โรงเรียนจะงดการใช้เครื่องปรับอากาศในห้องเรียน โดยทำการเปิดหน้าต่าง ประตู ร่วมกับการใช้พัดลม จนกว่าสถานการณ์ของโรคจะเบาบางลงจึงกลับมาใช้เครื่องปรับอากาศ

    1. ผู้ปกครองไม่ควรนำเด็กไปในสถานที่ที่มีเด็กรวมกันอยู่จำนวนมาก ในที่แออัด การถ่ายเทอากาศไม่ดี เช่นห้องเรียนกวดวิชาต่างๆ

  9. คุณครูจะทำการสำรวจการขาดเรียนของเด็กในแต่ละห้อง และติดตามให้ทราบสาเหตุของการขาดเรียน และทำรายงานส่งผู้บริหารโรงเรียนเป็นประจำทุกวันเพื่อประเมินสถานการณ์


ทำไมต้องปิดโรงเรียนเมื่อพบว่ามีเด็กป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ AH1N1 2009

โรงเรียนบางแห่งจำเป็นต้องปิดเนื่องจากมีเด็กนักเรียนป่วยพร้อมกันเป็นจำนวนมาก และไม่สามารถป้องกันการแพร่กระจายของโรคได้ รวมทั้งผู้ปกครองตื่นตระหนกไม่ส่งบุตรหลานของตนไปโรงเรียนอยู่ดีหากโรงเรียนไม่สั่งปิด

ดังนั้นหากมีเด็กป่วยจำนวนน้อย โรงเรียนมีมาตรการป้องกันการแพร่กระจายโรค และผู้ปกครองไม่ตื่นตระหนก การพบเด็กป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ AH1N1 2009 ในโรงเรียน อาจไม่ใช่สาเหตุให้ต้องปิดโรงเรียน


การปิดโรงเรียนแก้ปัญหาได้มากน้อยเพียงใด

การปิดโรงเรียนแก้ปัญหาได้น้อยมาก เพราะเมื่อเปิดเรียน และไม่มีมาตรการต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นรองรับ ก็จะต้องมีเด็กป่วยอีก และการแพร่กระจายของโรคก็จะต้องเกิดขึ้นอีก โรงเรียนจะปิดๆ เปิดๆ อยู่เรื่อยๆ ไปตลอดปีได้อย่างไรกัน


ถ้าไม่ปิดโรงเรียนแล้วจะเกิดอันตรายกับเด็กได้มากหรือไม่ ในเมื่อหนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวว่าโรคนี้เป็น ไข้หวัดมรณะ

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ AH1N1 2009 ไม่ใช่ไข้หวัดมรณะ ในสหรัฐอเมริกาจนถึงปัจจุบัน (มิถุนายน 2552) มีผู้ป่วยเด็กที่เสียชีวิตจากโรคไข้หวัดใหญ่ทุกสายพันธุ์รวมทั้งสิ้น 70 คน ในจำนวนนี้มีเพียง 5 รายที่เสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ AH1N1 2009

แสดงให้เห็นว่าไข้หวัดใหญ่ประจำปี (ซึ่งเป็นสายพันธุ์ในวัคซีน) มีอันตรายมากกว่าไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ AH1N1 2009 มาก ดังนั้นหากจะวิตกกังวล ควรกังวลการติดไข้หวัดใหญ่ประจำปีมากกว่า ซึ่งเด็กนักเรียนของโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัยเกือบทุกคนต่างได้รับวัคซีนแล้วทั้งสิ้น

คนส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ AH1N1 2009 มักมีอาการไม่รุนแรง และมีอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างต่ำ กล่าวคือนับถึงวันที่ 12 มิถุนายน 2552 ในสหรัฐอเมริกามีผู้ป่วยจากโรคนี้จำนวน 17,855 ราย เสียชีวิต 44 ราย คิดเป็นอัตราการเสียชีวิตร้อยละ 0.25 (ป่วย 400 ราย เสียชีวิต 1 ราย) ที่สำคัญผู้ป่วยที่เสียชีวิตส่วนใหญ่มักเป็นผู้มีความต้านทานโรคต่ำเช่นเป็นเด็กแรกเกิด เป็นเบาหวาน เป็นโรคเอดส์ หรือเป็นผู้สูงอายุ เป็นต้น เด็กนักเรียนทั่วไปที่มีสุขภาพแข็งแรงดีและไม่มีโรคประจำตัวแทบไม่มีโอกาสป่วยหนักจนเสียชีวิตด้วยโรคนี้เลย


สถานการณ์ของโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัยต่อการติดเชื้อ AH1N1 2009 เป็นอย่างไร

ปัจจุบันมีเด็กนักเรียนของโรงเรียนบางคน มีพี่หรือน้องที่ศึกษาอยู่ในโรงเรียนต่างๆ ที่มีการปิดเรียนไปเนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ AH1N1 2009 หรือมีพี่น้องที่ติดเชื้อดังกล่าวโดยได้รับการยืนยันจากโรงพยาบาลแล้ว แต่ถึงปัจจุบันยังไม่มีนักเรียนคนใดป่วยหรือได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อ AH1N1 2009 ทั้งนี้เด็กทุกคนที่เข้าข่ายข้างต้น ผู้ปกครองได้ให้เด็กหยุดเรียนเพื่อเฝ้าดูอาการที่บ้าน (ทั้งที่ยังไม่มีอาการใดๆ ของโรค) ร่วมกับการกินยา oseltamivir เพื่อป้องกันการติดเชื้อตามคำแนะนำของแพทย์แล้วทุกราย


ถ้าป่วยด้วยอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ จำเป็นต้องตรวจพิสูจน์เชื้อหรือไม่

คำแนะนำล่าสุดจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ไม่จำเป็นต้องตรวจแยกเชื้ออีกต่อไป เนื่องจาก

.ค่าตรวจมีราคาแพงมาก (3000-4000 บาทที่โรงพยาบาลเอกชน)

.ไม่มีผลต่อการรักษา เนื่องจากการให้ยาจะได้ผลก็ต่อเมื่อให้อย่างรวดเร็วภายใน 48 ชั่วโมงหลังจากเริ่มป่วย แต่การตรวจหาเชื้อใช้เวลาหลายวันกว่าจะรู้ผล หมายความว่าหากผู้ป่วยมีอาการหนักแพทย์จำเป็นต้องให้ยา oseltamivir หรือ zanamivir หรือ amantadine ในทันทีโดยไม่รอผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ หรือหากมีอาการน้อย (ผู้ป่วยมากกว่าร้อยละ 90 จะมีอาการน้อย) จะไม่ให้ยาดังกล่าว แต่ให้การรักษาตามอาการเช่นให้ยาลดไข้ (อย่าใช้ยาปฏิชีวนะเป็นอันขาด เพราะไม่ช่วยรักษาโรคไข้หวัดใหญ่หรือไข้หวัด และจะส่งผลให้ติดเชื้อแบคทีเรียดื้อยา ที่ก่อโรครุนแรงได้ โปรดอ่านเพิ่มเติมจากหนังสือ “ฉลาดใช้ยาปฏิชีวนะ” ที่ได้แจกจ่ายแก่ผู้ปกครองที่แสดงความจำนงไว้จำนวน 936 ท่าน)

.หากมีการตรวจเชื้อ ในวันที่ผลกลับมา การให้ยาก็ไม่เกิดประโยชน์แล้วเพราะเลยเวลา 48 ชั่วโมงหลังจากเริ่มป่วย และโรคอาจใกล้หายแล้ว

ดังนั้นการตรวจพิสูจน์เชื้อที่ใช้เวลาตรวจหลายวันจึงไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยในการรักษา แต่เป็นประโยชน์ในการบันทึกสถิติทางระบาดวิทยาเท่านั้น

ในระยะต่อไปนี้เมื่อผู้ป่วยมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่จะไม่ทราบว่าติดเชื้อสายพันธุ์ใด เพราะกระทรวงสาธารณสุขจะไม่ติดตามตรวจอีกต่อไป เนื่องจากโรคเริ่มแพร่กระจายในชุมชน และแพร่กระจายไปหลายจังหวัด


เชื้อสายพันธุ์ใหม่ AH1N1 2009 มีการดื้อยามากน้อยเพียงใด

จากการติดตามของ CDC (Center of Disease Control) แห่งสหรัฐอเมริกา พบว่าเชื้อสายพันธุ์ใหม่มีความไวต่อยา oseltamivir 100% (ไม่พบการดื้อยาเลย) ในขณะที่เชื้อ AH1N1 ที่พบตามฤดูกาลมีอัตราการดื้อยา oseltamivir สูงถึงร้อยละ 99.5 (แต่ยังไวต่อ zanamivir 100%)

ไวรัสสายพันธุ์ใหม่จึงรักษาให้หายได้ง่ายด้วยยากิน แต่ไวรัสสายพันธุ์ดั้งเดิมรักษาไม่ได้อีกต่อไปด้วย oseltamivir และจำเป็นต้องใช้ยาอื่นในการรักษา


หากมีญาติพี่น้องติดเชื้อสายพันธุ์ใหม่ควรกินยาป้องกันไว้หรือไม่

ควรกินยา oseltamivir เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรคไปยังบุคคลอื่น แต่ต้องกินยาภายใน 2 วันหลังการสัมผัสกับผู้ป่วย โดยกินยาวันละ 1 เม็ดติดต่อกัน 7-10 วัน

หากสัมผัสกับผู้ป่วย แต่มารู้ภายหลัง เช่น 5 วันหลังจากนั้น การกินยาจะไม่ช่วยป้องกันการติดเชื้อ จึงควรใช้การสังเกตอาการ เมื่อป่วยให้รีบกินยาทันทีก็จะช่วยลดระยะเวลาการเป็นโรคลง และลดโอกาสการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น

หากสัมผัสกับผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ แต่ไม่ทราบสายพันธุ์ และตนเองแข็งแรงดี ไม่จำเป็นต้องกินยาป้องกัน


เป็นไปได้หรือไม่ที่ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่หลายคนในปัจจุบันติดเชื้อสายพันธุ์ใหม่แต่ไม่รู้ว่าติด

เป็นไปได้ แต่ไม่จำเป็นต้องตกใจ เพราะเชื้อสายพันธุ์ใหม่มีอาการไม่รุนแรง การรักษามีขั้นตอนเหมือนไข้หวัดใหญ่ปกติ กล่าวคือ หากมีอาการน้อยไม่ต้องให้ยาต้านไวรัส กินพาราเซตามอลเพียงอย่างเดียวหากมีไข้ ปวดศีรษะหรือปวดเมื่อย ไม่ต้องใช้ยาอื่นใดอีก พักผ่อน หลีกเลี่ยงความเย็น อย่าตากฝน หากเป็นผู้มีความต้านทานโรคต่ำหรือมีอาการรุนแรงจึงใช้ยาต้านไวรัสหรือเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล

ข้อควรระวัง ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ปกติ AH1N1 ในประเทศไทยมีอัตราการดื้อยา oseltamivir 100% เช่นเดียวกับที่สหรัฐอเมริกาและอีกหลายประเทศทั่วโลก การเลือกยาให้เหมาะสมจึงมีความยากลำบากกล่าวคือ หากเป็นสายพันธุ์ใหม่และได้รับยา oseltamivir จะได้ผล หากเป็นสายพันธุ์ปกติจะไม่ได้ผล ต้องใช้ zanamivir หรือ amantadine แต่ในวันที่ให้ยาแพทย์จะยังไม่ทราบว่าผู้ป่วยติดเชื้อสายพันธุ์ใด


การรักษาโรคไข้หวัดใหญ่สำหรับนักเรียนโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย

เนื่องจากนักเรียนโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัยเกือบทุกคนได้รับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ประจำปีแล้ว ดังนั้นหากป่วยด้วยอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ น่าจะเกิดจากไวรัสสายพันธุ์อื่นซึ่งอาจเป็นสายพันธุ์ใหม่ AH1N1 2009 หรือสายพันธุ์ดั้งเดิมที่ไม่ได้บรรจุอยู่ในวัคซีน การรักษาด้วย oseltamivir น่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสม แต่อย่าลืมว่าการรักษาจะได้ผลก็ต่อเมื่อให้ยาภายใน 48 ชั่วโมงหลังจากเริ่มป่วย และจำเป็นต้องใช้ยาต่อเมื่อเป็นผู้มีความต้านทานโรคต่ำหรือมีอาการรุนแรงมากเท่านั้น


มาตรการช่วยเหลือการเรียนกรณีที่เด็กต้องหยุดเรียน

คุณครูประจำชั้นจะให้ความสะดวกแก่ผู้ปกครองในการให้คำแนะนำแก่นักเรียนในการอ่านทบทวนบทเรียนด้วยตนเองที่บ้าน ทำการบ้าน หรือทำรายงานที่จำเป็นขณะพักรักษาตัวที่บ้าน หากต้องพักนานหลายวัน

หากโรงเรียนจำเป็นต้องปิดในกรณีที่มีนักเรียนและครูป่วยจำนวนมาก โรงเรียนจะมีแผนรองรับเพื่อให้นักเรียนได้ใช้เวลาที่บ้านให้เกิดประโยชน์สูงสุด


หมายเหตุ

เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพในระยะยาวของนักเรียนโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย ผู้ปกครองและคุณครูทุกท่านโปรดอ่านเอกสารฉบับนี้ควบคู่ไปกับหนังสือ “ฉลาดใช้ยาปฏิชีวนะ” และแผ่นพับของโครงการ Antibiotics Smart Use

โดยผู้ปกครองและคุณครูควรปฏิเสธยาปฏิชีวนะ ในกรณีต่อไปนี้

  1. ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหวัด โรคไข้หวัดใหญ่ หลอดลมอักเสบ ภูมิแพ้ หอบหืด ท้องร่วง อาหารเป็นพิษ และบาดแผลเล็กๆ น้อยๆ เพราะการใช้ยาปฏิชีวนะในโรคเหล่านี้ไม่เกิดประโยชน์ มีแต่โทษ และทำให้เสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น

  2. อาจใช้ยาปฏิชีวนะในกรณีที่วินิจฉัยว่าเป็นแก้วหูอักเสบ หรือไซนัสอักเสบ แต่หากมีอาการไม่รุนแรงอาจรอดูอาการก่อนเป็นเวลาอย่างน้อย 72 ชั่วโมง หากอาการดีขึ้นหมายถึงโรคเกิดจากเชื้อไวรัสและกำลังจะหายเอง หากอาการไม่ดีขึ้นจึงค่อยใช้ยาปฏิชีวนะ

  3. ปฏิเสธยาปฏิชีวนะในทุกกรณีที่เป็นการเจ็บป่วยด้วยอาการเพียงเล็กน้อย

  4. หากไม่แน่ใจหรือไม่กล้าปฏิเสธ อาจรับยาปฏิชีวนะไว้ แต่ยังไม่ใช้ โดยสังเกตจากอาการ หากอาการไม่รุนแรง ให้เฝ้าดู จะพบว่าโรคส่วนใหญ่ 8 ใน 10 ครั้งหายได้เอง โดยไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ

  5. ไม่ซื้อยาปฏิชีวนะใช้ด้วยตนเอง

หมายเหตุ หากโรครุนแรง เช่นได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคปอดบวม หรือการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ กรณีเช่นนี้จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะในทันที โดยใช้ในปริมาณที่ถูกต้องและนานเพียงพอ



*** ขอบคุณข้อมูล  จากโรงเรียนมาแตร์เดอี



ผู้ตั้งกระทู้ Admin :: วันที่ลงประกาศ 2009-07-13 22:18:02 IP : 124.120.107.60


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.