ReadyPlanet.com


ความฉลาดของเด็ก เกิดขึ้นได้อย่างไร


ความเฉลียวฉลาดเกิดจากอะไร

ความฉลาดของบุคคล
        พ่อแม่ทุกคนล้วนอยากให้ลูกฉลาดมีสุขภาพอนามัยสมบูรณ์
ปัจจุบันได้มีการเผยแพร่ความรู้เรื่องความฉลาดของบุคคลในแง่มุมต่างๆ ซึ่งทำให้ผู้ปกครองสามารถค้นหาแววอัจฉริยะภาพของเด็กได้หลากหลายรูปแบบ ไม่จำกัดเฉพาะแต่ความสามารถใด ซึ่งในอดีตเรามักจะคุ้นเคยกับความฉลาดทางเชาว์นปัญญา ซึ่งเรียกว่าระดับ ไอคิว ( I.Q. )

        การวัดไอคิว เกิดขึ้นครั้งแรกในปีค.ศ.๑๙๐๕ โดยนักจิตวิทยาชาวฝรั่งเศสที่ต้องการแยกบุคคลปัญญาอ่อนออกจากคนปกติ เพื่อจะได้จัดการศึกษาให้อย่างเหมาะสม โดยใช้การเปรียบเทียบระหว่างความสามารถที่ควรจะเป็นกับอายุสมองแล้วคำนวณออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์
       ปัจจุบัน การวัดไอคิวมักใช้แบบทดสอบของเวล์คเลอร์ ที่เริ่มพัฒนามาตั้งแต่ปีค.ศ.๑๙๓๐ โดยอาศัยงานวิจัยของนักวิชาการและนักการทหาร เป็นกลุ่มข้อทดสอบทั้งหมด ๑๑ กลุ่ม เป็นกลุ่มที่ต้องใช้ภาษาโต้ตอบ ๖ กลุ่ม ไม่ต้องใช้ภาษาโต้ตอบ ๕ กลุ่ม ดังนี้
๑. ข้อมูลทั่วไป เป็นคำถามเพื่อตรวจวัดความสนใจความรู้รอบตัว
๒. ความคิด ความเข้าใจ
๓. การคิดคำนวณ
๔. ความคิดที่เป็นนามธรรม โดยให้หาความเหมือน
๕. ความจำระยะสั้น โดยใช้การจำจากตัวเลข
๖. ภาษาในส่วนของการใช้คำ
๗. การต่อภาพในส่วนที่ขาดหายไป
๘. การจับคู่โครงสร้าง โดยดูจากรูปร่างหรือลวดลาย
๙. การเรียงลำดับภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ
๑๐. การต่อภาพเป็นรูป ด้วยการต่อจิ๊กซอว์
๑๑. การหาความสัมพันธ์ของตัวเลขและสัญลักษณ์

 

 


 



ผู้ตั้งกระทู้ Admin :: วันที่ลงประกาศ 2011-09-05 11:30:26 IP : 115.87.125.199


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (2212995)
โฮวาร์ด การ์ดเนอร์ (Howard Gardner) ศาสตราจารย์ทางการศึกษาแห่ง มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้พัฒนาทฤษฎี ความฉลาดพหุมิติ (Multiple intelligence) ขึ้นเมื่อ ค.ศ.๑๙๘๓ ซึ่งนิยาม ความฉลาดนี้จะไม่จำกัด แค่เพียงความฉลาดทางเชาว์นปัญญา แต่เป็นความฉลาดที่หลากหลาย ๘ ด้านได้แก่
๑.ความสามารถด้านภาษาศาสตร์
๒.ความสามารถเชิงตรรก คณิตศาสตร์
๓.ความสามารถด้านภาพ
๔.ความสามารถเคลื่อนไหวร่างกาย
๕.ความสามารถด้านดนตรี
๖.ความสามารถด้านสังคม
๗.ความสามารถเข้าใจในตนเอง
๘.ความสามารถด้านธรรมชาติวิทยา

การวัดอีคิว เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ไม่มีแบบมาตรฐานที่แน่นอน เป็นเพียงการประเมินเพื่อให้ผู้วัดมองเห็นความบกพร่องของความสามารถทางด้านอารมณ์ที่ต้องพัฒนาแก้ไข กรมสุขภาพจิตได้พัฒนาแบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์ โดยประเมินจากความสามารถด้านหลัก ๓ ด้านคือ ดี เก่ง สุข ซึ่งแยกเป็นด้านย่อยได้ ๙ ด้าน คือ
๑. การควบคุมตนเอง
๒. ความเห็นใจผู้อื่น
๓. ความรับผิดชอบ
๔. การมีแรงจูงใจ
๕. การตัดสินใจแก้ปัญหา
๖. สัมพันธภาพกับผู้อื่น
๗. ความภูมิใจในตนเอง
๘. ความพอใจในชีวิต
๙. ความสุขสงบทางใจ
ในอดีตการวัดความฉลาดของเด็กโดยใช้แบบประเมิน ไอคิว เพียงอย่างเดียว หรือการทำข้อสอบ ซึ่งมักจะประเมินในลักษณะอ่านเขียนคำตอบทำให้เด็กที่มีปัญหาด้านภาษา มีโอกาสชีวิตน้อยกว่าคนอื่นเมื่อต้องสอบแข่งขันด้วยข้อสอบแบบเดียวกัน

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2011-09-05 11:50:25 IP : 115.87.125.199


ความคิดเห็นที่ 2 (2212997)

    การวิจัยในปัจจุบันพบว่า พฤติกรรมของเด็กมีผลจากปัจจัยพันธุกรรมของเด็กที่ได้จากพ่อแม่ การเลี้ยงดูของผู้ปกครอง และสิ่งแวดล้อมรวมทั้งสารอาหารที่หล่อเลี้ยงเด็ก รวมถึงการดูแลตั้งแต่ในครรภ์ ของมารดา พ่อแม่ทุกคนอยากให้ลูกดี เด่น ดัง เป็นที่พึ่งของตนเองและผู้อื่นได้ เรามักจะได้ยินคำว่า ไอคิว(IQ.)
อีคิว( EQ.) เอคิว(AQ.) เอ็มคิว( MQ.) ซีคิว( CQ.) พีคิว( PQ.)
เอสคิว ( SQ.) ถ้าเป็นไปได้พ่อแม่ก็อยากจะให้ทุก คิว(Q) ที่กล่าวถึงดีไปหมด


IQ ย่อมาจาก Intelligence Quotient
หมายถึง มาตรวัดปัญญา
EQ ย่อมาจาก Emotional Quotient
หมายถึง มาตรวัดความสามารถจัดการควบคุมอารมณ์
AQ ย่อมาจาก Adversity Quotient
หมายถึง มาตรวัดความสามารถในการควบคุมกำกับและเอาชนะปัญหาอุปสรรคได้
MQ ย่อมาจาก Moral Quotient
หมายถึง มาตรวัดระดับความมีคุณธรรมจริยธรรม ใน จิตใจ
หรืออาจ ย่อมาจาก Motor Quotient
หมายถึง มาตรวัดระดับความสามารถ ของการเคลื่อนไหวร่างกาย
CQ ย่อมาจาก Creativity Quotient
หมายถึง มาตรวัดระดับความคิดริเริ่ม หรือ ความคิดสร้างสรรค์
PQ ย่อมาจาก Professional Quotient หรือ Play Quotient
หมายถึง มาตรวัดระดับความสนใจ ของเด็กที่จะเกาะติดกับ กิจกรรมที่มีประโยชน์ แล้วจะ พัฒนาให้ดีมากขึ้นจนถึงที่สุด
SQ ย่อมาจาก Spiritual Quotient
หมายถึง มาตรวัดระดับพัฒนาการ ทางจิตวิญญาณในอันที่จะ เป็นผู้นำรักสถาบัน รักประชาชน รักประเทศชาติ ทำประ โยชน์เพื่อส่วนรวม


แต่ที่ดูจะมีความสำคัญอย่างมากและประชาชนให้ความสนใจได้แก่ ความฉลาดในด้าน ไอคิว(I.Q.) อีคิว ( E.Q. ) เอคิว (A.Q.)

จะเห็นได้ว่าคิว(Q) ต่างๆของเด็กพัฒนาขึ้นได้ และความสามารถของเด็กที่จะพัฒนาขึ้น นอกจากขึ้นอยู่กับปัจจัยทางพันธุกรรมแล้ว ที่สำคัญอีก 2 ประการ คือ สิ่งแวดล้อมในการเลี้ยงดูของผู้ปกครอง และ สารอาหารที่เด็กได้รับ ซึ่งจะได้กล่าวในรายละเอียดต่อไป

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2011-09-05 11:52:56 IP : 115.87.125.199


ความคิดเห็นที่ 3 (2213001)

สิ่งแวดล้อมในการเลี้ยงดูของผู้ปกครองที่มีผลต่อพัฒนาการสมอง
        บลูม (Benjamin S.Bloom.1964) ได้รายงานการศึกษาพัฒนาการของเด็กแรกเกิด ถึง ๕ ปีซึ่งเป็นช่วงวัยที่สมองมีพัฒนาการถึง ๓ ใน ๔ ของการเติบโตและพัฒนาการของสมองทั้งหมด พบว่า ตัวแปรด้านสิ่งแวดล้อมมีผลต่อพัฒนาการด้านสติปัญญาอย่างมาก หากอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีได้แก่เศรษฐานะดี พ่อแม่ผู้ปกครองมีเวลาใส่ใจดูแล จะทำให้ ระดับเชาว์นปัญญาของเด็กเหล่านี้ เหนือกว่า เด็กที่อยู่ในสิ่งแวดล้อม ไม่ดีและมีความ
ชะงักงันของพัฒนาการได้ถึง ๒๐ คะแนน ตามการวัดด้วยแบบประเมินไอคิว
         ไว้ท์(B.L.White.1975) ศึกษาพบว่าเด็กที่มีโอกาสได้รับสิ่งเร้าหรือประสบการณ์ที่ดีจะมีพัฒนาการทางสติปัญญาเร็วกว่าเด็กที่ขาดโอกาส

ภาวะโภชนาการที่มีผลต่อพัฒนาการสมอง
       สารอาหารและภาวะที่มีผลต่อพัฒนาการสมอง และได้รับการวิจัยยืนยันในปัจจุบัน ได้แก่
1.พบว่าภาวะทุพลโภชนาการระดับรุนแรง ทำให้ทารกในครรภ์ และ ทารกแรกคลอด มีการแบ่งตัวของเซลล์สมองน้อยลง และ น้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์ และส่งผลให้พัฒนาการ ของเด็กล่าช้า มีอาการสมองตอบสนองต่อสิ่งภายนอกลดลง ซึมหงอย ความตั้งใจน้อย ตอบสนองต่อสังคมภายนอกน้อย ร้องไห้บ่อยๆ เกาะติดผู้ดูแล ไม่ชอบเล่น ถดถอย ไม่สุงสิงกับใคร หากภาวะทุโภชนาการรุนแรงมากในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ จะส่งผลให้เด็กพิการทางสมอง แต่หากภาวะทุโภชนาการรุนแรงในช่วงท้าย ของการตั้งครรภ์ จะส่งผลให้เด็กเติบโตและพัฒนาการช้า


2.การที่มารดาติดสารเสพติด เด็กทารกแรกเกิดจะมีอาการติดยา และ อยากยา หากมารดาดื่มสุรา ทารกอาจพิการแต่กำเนิด ตอบสนองต่อสิ่งเร้าช้า แต่ต่อมากลับ ตอบสนองไวเกินไป ปัญหาพฤติกรรมและการรับรู้ของเด็กจะพบได้บ่อยกว่าปัญหา ทางร่างกาย หากมารดาสูบบุหรี่ ทารกแรกเกิดจะมีน้ำหนักตัวน้อย การควบคุมระบบ ประสาทอัตโนมัติ ทำได้ไม่เต็มที่ และ ระดับการได้ยินผิดปกติ มารดาที่ได้รับยาระหว่าง การคลอด พบว่าทารกแรกคลอดจะซึม และมี ปฏิสัมพันธ์ต่อ ภายนอกน้อยลงในช่วงแรก เขาอาจดูดนมน้อยลง ความสนใจมองลดลง ความตึงตัวของ กล้ามเนื้อลดลง เด็กบางคนอาจมีอาการถึง 4 วันแรกหลังคลอด


3.สารอาหารบางชนิดมีผลต่อ พฤติกรรมของเด็กทารกแรกเกิด เช่น
-เซโรโตนิน(Serotonin) ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากการรับประทานอาหารที่มีสารทริปโตแฟน(Tryptophan) ทำให้เด็กนอนหลับ ได้ดี และ เร็วขึ้น อารมณ์คงที่ และลดความไวต่อการเจ็บปวด
-ธาตุเหล็ก และ ไอโอดีน มีผลต่อระดับปัญญาและการรับรู้
-ซุปไก่สกัด มีการศึกษา พบว่ามีผลช่วยคลายความเครียด และคลายความเหนื่อยล้า ของสมอง ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญสารอาหารในร่างกาย และ การใช้พลังงาน การฟื้นฟูระบบโลหิต ช่วยเพิ่มการสร้างและหลั่งน้ำนมหลังคลอด
นอกจากนี้วิตามินต่างๆรวมทั้งกรดโฟลิค สังกะสี วิตามินบี และ กรดไขมัน โอเมก้า 3 และ 9 ที่พบมากในปลาทะเล สาหร่ายทะเล และ น้ำนมแม่ล้วนมีผลต่อการเสริมสร้างเซลล์สมอง
ผลการทดสอบวิจัยโดย Joe Z. Tien พบว่า จากการปรุงแต่งพันธุกรรม ของหนู ทำให้หนูมีความจำดีขึ้น และ ฉลาดขึ้นในการแยกสีเอง ซึ่งคาดว่าจะสามารถนำมาอธิบาย ปรากฏการณ์ในมนุษย์ และจะสามารถคิดค้นยาเพิ่มความจำในมนุษย์ได้ในโอกาสต่อไปนอกจากนี้อาจเป็นไปได้ว่ามนุษย์ในอนาคตอาจจะได้รับการปรุงแต่งทางพันธุกรรม และ มีความจำ เฉลียวฉลาดขึ้นไปอีก

       อย่างไรก็ตามความสำคัญของการเลี้ยงดูและการส่งเสริมพัฒนาการยังคงมีอยู่ไม่เสื่อมคลาย โดยพบว่า เซลล์สมอง ซึ่งมีประมาณ แสนล้านเซลล์ หรือ 1011 เซลล์ มีอัตราการเจริญเติบโตจนน้ำหนักสมองได้ร้อยละ 80 ของสมองผู้ใหญ่เมื่ออายุ 3 ขวบปีแรก และที่สำคัญยังมีจุดเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาท ซึ่งมีมากถึง 10 3 – 10 4 จุดต่อเซลล์ประสาท หนึ่งเซลล์ ซึ่งจุดเชื่อมต่อและการเจริญเติบโตของเซลล์ประสาทเหล่านี้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา นอกจากจะได้มาจากอาหารที่หล่อเลี้ยงแล้ว ยังเกิดจากภาวะแวดล้อมได้แก่ การเลี้ยงดูสัมผัส การสร้างบรรยากาศในครอบครัว และ การส่งเสริมพัฒนาการร่วมกันไปด้วย ซึ่งการส่งเสริมพัฒนาการเด็กนั้นเกิดขึ้นจากการเล่น เช่น เล่นกับพ่อแม่ หรือ ผู้ดูแล เล่นหรือศึกษาอวัยวะของตนเอง โดยการพูดคุย หรือ เล่านิทานให้เกิดจินตนาการ และ โดยการเล่นตามวัฒนธรรม หรือ ของเล่น พื้นเมือง ท้องถิ่นนั้นๆ

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2011-09-05 11:54:50 IP : 115.87.125.199


ความคิดเห็นที่ 4 (2213004)
     ปัจจุบันพบว่า สมองของมนุษย์มีความสามารถพิเศษทางความคิดและการเรียนรู้แตกต่างกัน ได้แก่
สมองซีกซ้าย                                 สมองซีกขวา
• เป็นคำพูด เป็นขั้นเป็นตอน
• เป็นช่วงของเวลา

• เป็นจำนวนตัวเลข

• เป็นตรรกวิทยาการวิเคราะห์
• ความเป็นเหตุ เป็นผล
• แนวคิดตะวันตก • ไม่เป็นคำพูด เป็นทัศนปริภูมิ
• การร้องเพลงเป็นไปพร้อมๆกับปรภูมิ
• เป็นการเปรียบเทียบและอารมณ์ขัน
• เป็นการหยั่งรู้และการสังเคราะห์
• เป็นสัญชาตญาณ
• แนวคิดตะวันออก
คุณลักษณะข้างต้นข้อที่จัดไว้ตามลำดับต้นๆ เป็นสิ่งที่ค้นพบตามพื้นฐานของหลักการทดลอง ส่วนข้อรองลงมานั้นเป็นการคาดคะเนมากกว่า

ปัจจุบันมีความพยายามให้การเรียนรู้หรือส่งเสริมพัฒนาการแก่เด็กให้เกิดขึ้นพร้อมกันไปของสมองทั้งสองข้างสำหรับเด็กนั้นการเล่นและการฟังนิทาน เป็นหนทางสำคัญให้เกิดพัฒนาการด้านต่างๆทั้งสองซีกสมอง

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2011-09-05 11:56:29 IP : 115.87.125.199


ความคิดเห็นที่ 5 (2213014)

ความสำคัญของการพัฒนาไอคิว อีคิวและเอคิว (IQ ,EQ ,AQ)

          ปัจจุบันพบว่าคนที่มี ไอคิวดีเพียงอย่างเดียวนั้นอาจจะไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตเท่าที่ควร ไอคิวสามารถวัดออกมาเป็นตัวเลขได้ จึงมีผู้ให้ความสำคัญกับไอคิวมาโดยตลอด เด็กที่เรียนเก่ง จะมีแต่คนชื่นชม พ่อแม่ครูอาจารย์รักใคร่ ต่างจากเด็กที่เรียนปานกลางหรือเด็กที่เรียนแย่มักไม่ค่อยเป็นที่สนใจ หรือถูกดุว่า ทั้ง ๆ ที่เด็กเหล่านี้อาจจะมีความสามารถทางด้านอื่น เช่น ดนตรี กีฬา ศิลปะ เพียงแต่ไม่มีความถนัดเชิงวิชาการเท่านั้นเอง
มาในช่วงหลัง ๆ ความเชื่อมั่นในไอคิวเริ่มสั่นคลอนเมื่อมีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการวัด และความสำคัญของไอคิว จนในที่สุดเมื่อ ๑๐ ปีที่ผ่านมาจึงยอมรับกันว่า แท้จริงแล้ว ในความเป็นจริง ชีวิตต้องการทักษะและความสามารถในด้านอื่น ๆ อีกมากมายที่นอกเหลือไปจากการจำเก่ง การคิดเลขเก่ง หรือการเรียนเก่ง ความสามารถเหล่านี้อาจจะช่วยให้คน ๆ หนึ่งได้เรียน ได้ทำงานในสถานที่ดี ๆ แต่คงไม่สามารถเป็นหลักประกันถึงชีวิตที่มีความสุขได้

        ยกตัวอย่างเช่น งานวิจัยชิ้นหนึ่งในรัฐแมสซาซูเสท สหรัฐอเมริกาที่ศึกษาความสัมพันธ์ของไอคิวกับความสำเร็จในชีวิต โดยติดตามเก็บข้อมูลจากเด็ก ๔๕๐ คน นานถึง ๔๐ ปี พบว่าไอคิวมีความสัมพันธ์เพียงเล็กน้อยกับความสามารถในการทำงานได้ดีหรือกับการดำเนินชีวิต และพบว่าปัจจัยที่สามารถจะทำนายถึงความสำเร็จในด้านต่าง ๆ ของชีวิตได้ดีกว่า กลับเป็นความสามารถด้านต่าง ๆ ในวัยเด็กที่ไม่เกี่ยวข้องกับไอคิว เช่น ความสามารถในการจัดการกับความผิดหวัง การควบคุมอารมณ์ และการเข้ากับบุคคลอื่น ๆ ได้ดี
         ตัวอย่างงานวิจัยอีกเรื่องหนึ่ง คือการติดตามเก็บข้อมูลจากผู้ที่จบปริญญาเอกทางวิทยาศาสตร์ ๘๐ คน ตั้งแต่ตอนที่ยังศึกษาอยู่ไปจนถึงบั้นปลายชีวิตในวัย ๗๐ ปี พบว่า ความสามารถทางด้านอารมณ์และสังคมมีส่วนทำให้ประสบความสำเร็จในวิชาชีพและมีชื่อเสียงมากกว่าความสามารถทางเชาวน์ปัญญาหรือไอคิวถึง ๔ เท่า จึงได้มีความพยายามฝึกเพิ่มเติมในด้าน อีคิว และ เอคิว กันทั่วโลก

EQ คืออะไร

        ความหมายของ อีคิวได้แก่ความฉลาดทางอารมณ์นั้น นิยาม ตามกรมสุขภาพจิต มีลักษณะดังนี้

๑.ดี เป็นการพัฒนาความพร้อม ทางอารมณ์ที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่น
ดี - การรู้จักอารมณ์ และการควบคุมตนเอง
ดี - การมีน้ำใจ ใส่ใจ และเข้าใจอารมณ์ผู้อื่น
ดี - การรู้ว่าอะไรถูก อะไรผิด และการยอมรับผิด

๒.เก่ง เป็นการพัฒนาความพร้อมที่จะพัฒนาตนเองไปสู่ความสำเร็จ
เก่ง - แรงจูงใจ
เก่ง - การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวต่อปัญหา
เก่ง - การกล้าพูดกล้าบอกและกล้าแสดงออกอย่างเหมาะสม

๓.สุข เป็นการพัฒนาความพร้อมทางอารมณ์ของบุคคลที่ทำให้เกิดความสุข
สุข - ความพอใจ
สุข - ความอบอุ่นใจ
สุข - ความสนุกสนานร่าเริง

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2011-09-05 12:15:48 IP : 115.87.125.199


ความคิดเห็นที่ 6 (2213016)

 AQ. คืออะไร ?

มีคำกล่าวว่าอย่าเพิ่งวัดความสูงของภูเขาจนกว่าคุณจะได้ไปถึงยอดเขาและเมื่อนั้นคุณถึงจะรู้ว่าคุณยังอยู่ในระดับต่ำอยู่อีกมากเพียงใด

Dag Hammarskjold กล่าวว่า
A.Q. หรือ adversity quotient เป็นศักยภาพที่บุคคลสามารถเผชิญกับปัญหา และพยายามหาหนทางแก้ไขอย่างไม่หยุดหย่อนด้วยพลังจิตใจที่จะพัฒนางานอย่างต่อเนื่อง 
  

สตอลต์(Paul G.Stoltz, Ph.D.)เป็นผู้เสนอแนวความคิดและแนวทางพัฒนาสามารถเผชิญกับปัญหา และพยายามหาหนทางแก้ไขอย่างไม่หยุดศักยภาพด้านเอคิว( A.Q.)ขึ้น เขาได้แบ่งลักษณะของบุคคลเมื่อเผชิญปัญหาโดยเทียบเคียงกับนักไต่เขาไว้ ๓ แบบคือ


๑.ผู้ยอมหยุดเดินทางเมื่อเผชิญปัญหา ( Quitters ) มีลักษณะ
• ปฏิเสธความท้าทายอย่างสิ้นเชิง
• ไม่คำนึงถึงศักยภาพที่ตนมีอยู่ที่จะจัดการกับปัญหาได้
• พยายามหลบหลีกความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นทุกวิถีทาง
• ไม่มีความทะเยอทะยาน ขาดแรงจูงใจ
• เป็นตัวถ่วงในองค์กร
๒.ผู้หยุดพักพิงเมื่อได้ที่เหมาะ ( Campers ) มีลักษณะ
• วิ่งไปข้างหน้าบ้างและแล้วก็หยุดลง
• หาพื้นที่ราบซึ่งจะได้พบกับปัญหาอุปสรรคเพียงเล็กน้อย
• ถอยห่างจากการเรียนรู้ สิ่งน่าตื่นเต้น การเติบโต และความสำเร็จที่สูงขึ้นไป
• ทำในระดับเพียงพอที่จะไม่เป็นที่สังเกตได้ ได้แก่พยายามไม่ทำให้โดดเด่นเกินหน้าใคร
๓.ผู้ที่รุกไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดนิ่ง ( climbers ) มีลักษณะ
• อุทิศตนเองเพื่อมุ่งไปสู่จุดที่ดีขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง
• ไม่เคยรู้สึกพอใจ ณ จุดปัจจุบันเสียทีเดียว
• สร้างสิ่งใหม่ๆให้ตนเองและองค์กรของตนอย่างต่อเนื่อง
• สร้างแรงจูงใจให้ตนเอง และสร้างวินัยแก่ตนเอง
• สนุกกับสิ่งท้าทายใหม่ๆ


ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2011-09-05 12:18:48 IP : 115.87.125.199


ความคิดเห็นที่ 7 (2213018)

    สตอลต์ (Stoltz ) เปรียบชีวิตเหมือนการไต่ขึ้นภูเขา ผู้ที่ประสบความสำเร็จนั้นจะอุทิศตนก้าวต่อไปข้างหน้าไต่ขึ้นไปยังจุดสูงขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน บางครั้งช้าบ้างเร็วบ้าง เจ็บปวดบ้างก็ยอม
ความสำเร็จนั้นหรือก็เป็นเพียงจุดๆหนึ่งของชีวิต ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง จากนั้นก็ก้าวต่อไปตลอดชีวิต แม้ว่าจะมีอุปสรรคเพียงใด พบว่า ประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ ทำประโยชน์ให้สังคมโลกอย่างไม่หยุดหย่อนแม้กระทั่งภายหลังลงจากตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐแล้วก็ตาม และพบว่าผลงานที่มีต่อสังคมโลกของท่านในช่วงหลังจากลงจากตำแหน่งแล้วยังจะมีมากกว่าเมื่อตอนรับตำแหน่งอยู่เสียอีกเนื่องจากท่านไม่เคยหยุดอยู่กับที่เลย


       แม้ว่าแนวคิดด้านเอคิว( AQ. )จะได้รับการพัฒนามาหลังจากไอคิว( IQ. )และเอคิว( EQ. )แต่ด้วยความสำคัญและประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเอง องค์กร และสังคม ทำให้บริษัทชั้นนำขนาดใหญ่ในประเทศสหรัฐอเมริกานำแนวคิดนี้มาพัฒนาการดำเนินงาน และ หน่วยงานด้านการจัดการศึกษาแก่เด็กนักเรียนในประเทศสิงคโปร์ ได้นำแนวคิดนี้ไปบรรจุในแผนการสอนในโรงเรียน


ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2011-09-05 12:19:50 IP : 115.87.125.199


ความคิดเห็นที่ 8 (2213022)

      ความเข้าใจแนวความคิดด้านเอคิว( A.Q. )   ทำให้เข้าใจถึงวิธีที่บุคคลตอบสนองต่ออุปสรรคหรือสิ่งท้าทายตลอดทุกแง่มุมของชีวิต ด้วยวิธีการค้นหาว่าตนเอง ณ จุด ใดของงานนั้นๆ จากนั้นจึงวัดและพัฒนางานนั้นให้ดีขึ้นตลอด

บันไดในการกำหนดเป้าหมายและการไปให้ถึง  ได้แก่
ขั้นที่หนึ่ง คือ การจินตนาการความเป็นไปได้ที่ดีกว่าที่คาดหมายว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ( Dream the Dream )


ขั้นที่สอง คือ แปลงสิ่งที่จินตนาการให้เป็นวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ( Making the Dream the Vision )


ขั้นที่สาม คือ การคงสภาพวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนนั้นจนกว่าจะดำเนินการจนบรรลุเป้าหมาย ( Sustaining the Vision )


อย่าลืมว่าหัวใจของเอคิว( AQ. )คือดำเนินต่อไปไม่หยุดยั้ง ไม่ท้อถอย ดังเช่น โธมัส เอดิสัน ใช้เวลาถึง ๒๐ ปี ทำการทดลองผลิตแบตเตอรีต้นแบบที่เบาทนทาน ด้วยการทดลอง ห้าหมื่นกว่าครั้ง มีผู้สงสัยว่าเขาอดทนทำเช่นนั้นได้อย่างไร เขาตอบว่า การทดลองทั้งห้าหมื่นครั้งทำให้เขาเรียนรู้ความล้มเหลวตั้งห้าหมื่นกว่าแบบเป็นเหตุให้เขาประสบความสำเร็จดังกล่าวได้

      มิได้หมายความว่า คนที่มีเอคิว( AQ. )ดี ซึ่งเปรียบได้กับคนที่พยายามไต่เขาต่อไปไม่หยุดหย่อน จะไม่รู้สึกเหนื่อยอ่อน จะไม่รู้สึกลังเลใจที่จะทำต่อไป จะไม่รู้สึกเหงา แต่เป็นเพราะเขารู้จักที่จะให้กำลังใจตนเองสู้ต่อไป เติมพลังให้ตนเองตลอดเวลาที่ทำให้เขาแตกต่างจากคนอื่นและกัดฟันสู้อยู่ไม่ถอย   สิ่งที่เขาต้องการมิใช่ส่วนแบ่งการตลาดของสินค้าที่บริษัทเขาผลิตอยู่ มิใช่ต้องการเงินเดือนขั้นพิเศษเป็นผลตอบแทน เพราะนั่นเป็นเพียงผลพลอยได้ สิ่งที่เขาต้องการแท้ที่จริงคือ เป้าหมายของงานที่ดีขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน


       มาถึงตอนนี้คงจะเห็นได้แล้วว่าเอคิว( AQ. )นั้นมีประโยชน์ต่อสังคมโลกอย่างใด และหากเด็กได้รับการพัฒนาความคิดดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อเด็กและสังคมอย่างมาก จึงไม่น่าแปลกใจที่รัฐบาลประเทศสิงคโปร์ถึงให้ความสำคัญต่อสิ่งนี้อย่างมาก

        

ข้อได้เปรียบของคนที่มีเอคิว( AQ. )ใน ๓ ลักษณะคือ
๑.ทำให้บุคคลนั้นมีความคล่องตัวอยู่เสมอ ไม่เหี่ยวเฉา การฝึกสมองอยู่ตลอดเวลาทำให้เซลล์สมองพัฒนาการเชื่อมโยงเซลล์ประสาทตลอดเวลาทำให้มีความคิดความจำที่ดีอยู่ตลอด
๒.เป็นคนมองโลกในแง่ดีเสมอ มาติน เซลิกมาน ( Martin Seligman ) ได้ศึกษาตัวแทนประกันชีวิตเป็นเวลา ๕ ปี พบว่าผู้มองโลกในแง่ดี มีผลงานขายประกันสูงกว่า ผู้มองโลกในแง่ร้ายถึง ร้อยละ ๘๘
๓.เมื่อจิตใจแข็งแรง ทำให้ร่างกายแข็งแรงด้วย  งานวิจัยด้านระบบจิตประสาทภูมิคุ้มกัน( psycho- neuroimmunology ) พบว่า วิธีการตอบสนองต่ออุปสรรค มีความสัมพันธ์ทางตรงกับ สุขภาพกายและสุขภาพจิต ผู้ที่มีจิตใจต่อสู้อย่างไม่ย่อท้อ ทำให้มีภูมิคุ้มกันต่อความเจ็บป่วยดีขึ้น เช่น ผู้ป่วยที่รับการผ่าตัด จะพบว่าแผลผ่าตัดฟื้นหายเร็วขึ้น มีอายุที่ยืนยาวกว่า

 

ที่มา: http://webhost.wu.ac.th/stipawan/index/link_etc_data/sm.htm

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2011-09-05 12:26:14 IP : 115.87.125.199



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.