ReadyPlanet.com


วัยเนอสเซอรี่ - วัยอนุบาล ... วัยขีดเขี่ย เรียนรู้อย่างเข้าใจวิธีการเรียนรู้ของน้องเด็กเล็ก


       สวัสดีวันสงกรานต์คะ  ช่วงปิดเทอมเป็นโอกาสดีที่ท่านผู้ปกครองและเด็ก ๆ จะมีเวลาทำกิจกรรมด้วยกันมากขึ้น   ก่อนจัดกิจกรรมให้ลูกหลานเราควรมารู้จักวิธีการเรียนรู้และเข้าใจเด็กในวัยต่าง ๆ ให้ดี เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และไม่เผลอไปปิดกั้นความคิดและการแสดงออกของลูกหลานโดยไม่รู้ตัวคะ    คุณครูก็รวบรวมบทความดี ๆ  น่าสนใจทั้งใหม่และเก่าที่เกี่ยวข้องกันการเรียนรู้  มาเริ่มกันเลยดีกว่าคะ

คุณพ่อ คุณแม่รู้ไหมคะ  ว่าหนูกำลังเล่าเรื่องต่าง ๆ ผ่านเส้นมากมายเต็มหน้ากระดาษ

เรื่องขีดๆ เขียนๆ ที่พูดถึงไม่ใช่จะเร่งเรียนแต่อย่างใดนะคะ เพราะวันนี้เราจะมาพินิจพิเคราะห์กันว่า การวาดการเขียนของหนูน้อยวัย 1-3 ปี มักจะออกมาในรูปแบบไหน เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้คุณพ่อคุณแม่กันค่ะ

            การขีดเขียนของเด็กวัยเตาะแตะ ไม่ใช่การบังคับเขียนตัวอักษร ก.ไก่ ข.ไข่ นะคะ อย่างนั้นเรียกว่า เป็นการบังคับคัดเสียมากกว่า นักการศึกษาส่วนใหญ่จะให้คำจำกัดความพัฒนาการด้านนี้ก่อนจะไปสู่การขีดเขียนว่า “การขีดเขี่ย” ซึ่งก็คือการขีดเขียนเล่นอย่างเป็นอิสระมีเสรี ตามพื้นที่ที่ลูกชอบ ไม่ว่าจะเป็นบนสมุดภาพวาด หรือแม้แต่บนกำแพงบ้านสีขาว ที่คุณพ่อเพิ่งทาสีไว้ให้คุณลูกแสดงฝีมือนั่นเอง



พัฒนาการวัยขีดเขี่ย

            วัย 1 ปี วัยนี้กล้ามเนื้อมือเริ่มจะแข็งแรง พอที่จะกำสีแท่งโตอย่าสีเทียน สีชอล์กได้ การลากเส้นของลูกอาจจะไปในทิศทางเดียว ขีดๆ เป็นเส้นสลับไปมาไปเรื่อยๆ ยังไม่ค่อยรู้สึกว่าตนเองอยากเปลี่ยนสีเท่าไร ขีดเล่นแป๊บเดียวเดี๋ยวก็เบื่อค่ะ

            วัย 2 ปี ทิศทางของการขีดเขี่ยเริ่มมีขึ้นมีลงแล้วนะคะ อาทิ เส้นยึกยักเหมือนฟันปลา วาดวงกลมครึ่งวงกลม ชอบที่เปลี่ยนสีนู้นสีนี้บ่อยๆ ด้วย แล้วก็ไม่ค่อยชอบวาดอยู่กับที่ด้วยนะ ชอบลองเอาสีไประบายตรงนู้นตรงนี้ คุณพ่อคุณแม่ ก็ต้องเตรียมพร้อมให้ดีค่ะ

            วัย 3 ปี ประสบการณ์เรื่องรูปทรงลักษณะมีมากขึ้นอย่างมากมาย หากเด็กวัยนี้จะวาดรูปคน เขาจะวาดวงกลมก่อน แล้วตามด้วยแขนขาเลย ยังไม่มีองค์ประกอบชัดเจน ใช้สีเลียนแบบธรรมชาติมากขึ้น เมื่อลูกโตขึ้นก็จะมีการใส่รายละเอียดมากขึ้น หรือหากเด็กได้อ่านนิทานเยอะ สามารถจำภาพตัวอักษรได้ ภาพตัวอักษรนั้นก็จะปรากฏในภาพวาดได้เช่นกัน และที่สำคัญตอนนี้เด็กเริ่มหัดใช้ดินสอได้แล้ว

            พัฒนาการเหล่านี้เป็นพัฒนาการคร่าวๆ ที่อยากให้สังเกตเอาไว้เท่านั้นนะคะ เด็กทุกคนไม่มีระบบการขีดเขี่ยที่ตายตัว ดังนั้นประเมินตัวลูกอย่างที่ลูกเป็นจะดีที่สุดค่ะ


ขีดเขี่ย... จินตนาการไม่จำกัด

            การขีดเขี่ยของลูกมาจากไหนใครรู้บ้าง อยากยกตัวอย่างให้ฟังว่า คุณคงเคยเห็นมนุษย์ถ้ำที่เขาวาดภาพกิจวัตรประจำวันลงบนผนังถ้ำ สิ่งเหล่านั้นทำให้เรารู้ว่าคนเหล่านั้นคิดอย่างไร และต้องการอะไรในเบื้องต้น ซึ่งเจ้าหนูก็เช่นกันค่ะ การที่เขาเห็นสิ่งต่างๆ รอบๆ ตัว การได้ฟังนิทานบ่อยๆ ดูหนังสือภาพวันละหลายครั้ง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นมโนภาพในจิตใจที่ลูก จะสามารถแสดงออกมาได้ในงานเขียน ลูกอาจจะประทับใจแม่น้ำที่มีปลาเยอะแยะ ภาพที่ออกมาอาจจะไม่ใช่รูปแม่น้ำเสียทีเดียว แต่อาจเป็นรอยสีฟ้าเป็นปื้นแล้วมีจุดดำๆ หากเราใกล้ชิดลูกพอ และรู้ว่าในกิจวัตรประจำวันลูกกำลังสนใจอะไรบ้าง เราก็คงพอมองออกว่านั่นคือปลา นี่คือแม่น้ำ รูปจึงเป็นสารสื่อความคิดได้ดีระดับหนึ่งค่ะ


เตรียมพร้อมรับ... นักขีดเขียนตัวน้อย

            จัดบ้านให้เอื้อต่อการวาดเขียนของลูก เช่น แปะกระดาษสีขาวขนาดใหญ่ไว้ที่กำแพงหรือพื้นบ้าน เพื่อให้ลูกละเลงสีได้ตามชอบใจ และกระดาษสีขาวแผ่นใหญ่นี้ยังช่วยให้อิสระทางจินตนาการ ลูกได้ปลดปล่อยอย่างเต็มที่ ไม่เลอะบ้านอีกด้วย

            เลือกสีให้เหมาะกับพัฒนาการ โดยเด็กวัยนี้ชอบสีเทียน สีชอล์ก เพราะด้ามใหญ่จับถนัดมือ และถ้าสีไม้มีขนาดใหญ่พอๆ กับสีเทียนก็ใช้ได้เหมือนกัน เราต้องเลือกชนิดที่ Non Toxic เผื่อว่าเจ้าหนูเอาเข้าปากจะได้ไม่เป็นพิษไง

            หนังสือนิทาน หนังสือภาพ ควรมีติดบ้านไว้บ้าง เพราะเป็นแหล่งเรียนรู้ชั้นเยี่ยม เด็กจะมองตามนิ้วที่คุณชี้ในภาพ พร้อมกับจดจำรูปภาพและตัวอักษรจากนิทานไว้เป็นตัวอย่างในการขีดเขียน

รู้หรือเปล่าว่า

            การเริ่มต้นการเขียนที่ดีต้องประกอบไปด้วยนิ้วมือที่แข็งแรง พอที่จะหยิบจับกำอะไรได้ การเล่นทราย ดินน้ำมัน แป้งโด ถือเป็นวิธีเล่นที่เพียบพร้อมที่สุดในการพัฒนากล้ามเนื้อมือ เชื่อได้ว่าเด็กคนไหนสนุกที่จะเล่นของเหล่านี้บ่อยๆ เขาจะมีการเขียนที่พัฒนาไปได้อย่างรวดเร็วในอนาคต

            การเร่งให้ลูกเขียนเร็วๆ เป็นวิธีที่ทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจของลูก เมื่อมือและนิ้วมือของลูกยังไม่พร้อม การฝึกเขียนจะเมื่อยมาก ในที่สุดเด็กก็จะไม่อยากทำ ไม่อยากเขียน และไม่อยากเรียนในที่สุด รอให้เขาพร้อมก่อนก็ยังไม่สายเกินไปสำหรับการเขียนค่ะ

            เคยคุยกับครูปฐมวัยที่คลุกคลีกับเด็กอนุบาลหลายทาน มีคำแนะนำน่าสนใจว่า วิธีดูการเขียนของทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่โดนบังคับให้เขียนตั้งแต่นิ้วมือยังไม่พร้อม คือให้สังเกตว่านิ้วทั้งหมดจะงุ้มเข้าหากัน ข้อมือจะหักเข้าหาตัว จับดินสอแน่น ตื้น และตั้งฉากกับโต๊ะค่ะ

Teacher Tip:

 คุณพ่อคุณแม่เคยสังเกตนิ้วมือลูกไหมคะ   ถ้าเด็ก ๆ คนใดที่กล้ามเนื้อมือยังไม่แข็งแรง  เทคนิคง่าย ๆ คุณพ่อ คุณแม่  ฝึกให้น้องเล่นแป้งโด  บีบ นวด คลึงให้เป็นรูปทรงง่าย ๆ  และเล่นนิ้วมือเต้นรำ (Finger play) เช่น  เพลง  นิ้วโป้งมาเจอกัน   นอกจากน้องจะได้ฝึกขยับ และควบคุมนิ้วมือไปตามเพลงแล้ว  ยังได้รู้จักชื่อนิ้วต่าง ๆ  ของตนเองด้วย    สำหรับน้องเล็กก่อน 1 ขวบ  คุณแม่บีบ นวด คลึง ดัดนิ้วมือเบา ๆ จะทำให้นิ้วมือน้องแข็งแรงเหมือนกันคะ 


-----------------------------------------------------------------------------------
ข้อมูลจาก  :  www.elib-online.com
อ้างอิงจาก  :  นิตยสารดวงใจพ่อแม่



ผู้ตั้งกระทู้ ครูจอย :: วันที่ลงประกาศ 2009-04-13 23:04:42 IP : 124.120.96.64


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (1925636)

 มีคำถามยอดฮิตที่ คุณพ่อ คุณแม่ และคุณย่า คุณยาย ถามคุณครูบ่อย ๆ เมื่อเห็นผลงานของลูกหลานบนบอร์ดโชว์ผลงาน  "คุณครูขา ทำไมน้องระบายสีออกนอกเส้นคะ   น้องวาดภาพอะไรดูไม่รู้เรื่องเลย"  ทุกคำถามต้องบอกเลยคะ  น้อง ๆ พยายามแล้วคะ  หนูมีจินตนาการมากมาย  มีเรื่องราวเยอะแยะที่หนูอยากเล่าผ่านภาพแต่ตอนนี้มือหนูยังไม่พร้อมเลย  ขอเวลาหนูหน่อยนะคะ  อย่าปิดกั้นจินตนาการหนูด้วยคำว่า "ไม่สวย" เลยคะ 

การส่งเสริมความสามารถทางด้านศิลปะของลูกเด็กเล็กและวัยอนุบาล

การวาดรูปเป็นสิ่งที่เด็กๆทุกคนชื่นชอบ ยกเว้นเด็กที่ถูกทำลายความรู้สึกที่ดีต่อการวาดรูปไปด้วยความไม่เข้าใจของผู้ใหญ่ เพราะเห็นว่าไม่เป็นประโยชน์ จึงไม่สนับสนุนให้ลูกวาดรูป อยากให้เด็กเอาเวลาไปเขียน ก.ไก่ ข.ไข่ คุณพ่อคุณแม่บางท่านก็อาจทำให้ลูกรู้สึกว่าตัวเองวาดรูปไม่เก่ง หรือทำได้ไม่ดีด้วยความไม่ตั้งใจ พูดกับลูกอยู่บ่อยๆว่า "วาดอะไรก็ไม่รู้ ดูไม่เห็นจะรู้เรื่องเลย" "ทำไมมันถึงเละเทะอย่างนี้ล่ะ" ลูกก็เลยไม่สุขใจที่จะวาดรูป และไปทำอย่างอื่นดีกว่า ที่จริงแล้ว การวาดภาพและทำงานศิลปะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อลูกมาก การส่งเสริมความสามารถทางด้านศิลปะของลูกวัยอนุบาลนั้นทำได้หลายวิธี

ประการแรก คือ
การจัดเตรียมอุปกรณ์ที่จะทำงานศิลปะให้ลูก ในที่ที่เขาสามารถหยิบได้ด้วยตนเองและเป็นที่เป็นทาง เป็นการฝึกเรื่องความรับผิดชอบในการเก็บของเข้าที่ สอนให้ลูกรู้ว่าอุปกรณ์แต่ละอย่างนั้น ใช้อย่างไร ดูแลอย่างไร เช่น ใช้สีเทียนระบายเสร็จแล้วต้องเก็บใส่ ตะกร้า พู่กันต้องนำมาล้างทุกครั้งที่ใช้เสร็จ

ประการที่สอง คือ
ให้ความสนใจกับการทำงานศิลปะของลูก แต่ต้องปล่อยให้ลูกได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ของตน ไม่เข้าไปก้าวก่ายจนลูกไม่ได้คิดเองทำเอง

ประการที่สาม
อาจเพิ่มความสนุกสนานกับการทำงานศิลปะของลูก ด้วยการพาลูกออกไปวาดภาพตามสถานที่ต่างๆ หรืออาจวาดภาพสิ่งที่แปลกใหม่ไปจากเดิม นอกเหนือจากการวาดภาพระบายสี

Teacher Tip:

   คุณพ่อคุณแม่เคยสังเกตพัฒนาการในภาพของลูกไหมคะ   เด็ก ๆ ทุกคนจะเริ่มต้นจากเส้นลากไป ลากมาไม่มีทิศทาง  จนเป็นวงกลมขนาดเล็ก ๆ มากมายจนเต็มกระดาษ  นี่คือ จุดเริ่มต้นของศิลปินคะ  เมื่อน้องวาดวงกลมได้แล้ว  คุณครูก็จะชวนเด็ก ๆ วาดภาพต่อเติม หรือ สร้างภาพจากรูปวงกลม  โดยเราให้วงกลมพาเด็ก ๆ ไปท่องเที่ยวตามที่ต่าง ๆ ที่ง่ายที่สุดคือ สวนดอกไม้คะ  แปลงร่างเป็นดวงอาทิตย์   เป็นดอกไม้   เป็นต้นไม้  ช่วยกันวาด ช่วยกันเล่าเป็นนิทานที่เราทุกคนช่วยกันแต่ง  จากพระเอกวงกลมของหนู ๆ คะ  ถ้าน้องเล็กคุณครูจะวาดเติมจากวงกลมของหนู  สำหรับพี่อนุบาล 1 ทิ้งรอยจุด หรือ วาดเป็นต้นแบบให้เด็กวาดตามได้คะ  ลองไปเล่นกับลูก ๆ ที่บ้านนะคะ


---------------------------------------------------------------------------------------

อ้างอิง : นิตยสาร Kids and School ฉบับที่ 48 ปีที่ 4

ผู้แสดงความคิดเห็น ครูจอย วันที่ตอบ 2009-04-13 23:07:50 IP : 124.120.96.64


ความคิดเห็นที่ 2 (1925637)

 การที่เด็ก ๆ จะเก่ง จะฉลาด  ไม่จำเป็นว่าต้องอ่านเก่ง เขียนเก่ง เท่านั้นนะคะ  คนเก่งคือ คนที่เปิดกว้าง มีจินตนาการคะ  แล้วจินตนาการของเด็ก ๆ ก็เกิดจากการเล่น  ไม่จำกัดวิธีการคะ   บางคนชอบวิ่งเล่นผาดโผน   บางคนชอบเล่นเกมการศึกษา  บางคนชอบเล่นเป็นกลุ่ม   บางคนชอบเล่นเดี่ยว   แต่ทุกสิ่งที่เด็กเลือกที่จะเล่นเป็นจุดเริ่มต้นของความเก่งคะ

เรียน  เล่น  อิสระตามวัย  เสริมพัฒนาการทางสมอง

เด็กและเยาวชนเปรียบเสมือนอนาคตของชาติ วิธีการทำให้พวกเขามีอนาคตที่ดี คือต้องเตรียมสมองให้ฉลาดตั้งแต่ (แม่) ยังไม่ตั้งครรภ์
            แพทย์หญิงวณิชา ปัญญาคำเลิศ สูตินารีเวชโรงพยาบาลกรุงเทพ แนะนำว่าการเตรียมสมองลูกรักให้มีศักยภาพ ฉลาดและสมบูรณ์ แม่ต้องมีสุขภาพดี ขณะเดียวกันต้องพยายามหลีกเลี่ยงยาต่างๆ หากมีความจำเป็นต้องใช้ต้องปรึกษาหมอก่อนทุกครั้ง เช่นยารักษาสิว ยาจำพวกปฎิชีวนะ การดื่มแอลกอฮอล์มีผลจะทำให้เด็กในครรภ์เติบโตช้า มีความผิดปกติของสมองส่วนกลาง การสูบบุหรี่จะมีผลทำให้แท้งง่ายขึ้น คลอดก่อนกำหนด

           
คนท้องจะต้องรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งสารอาหารที่ศึกษาแล้วว่ามีประโยชน์ต่อทารก คือ โฟลิคแอซิก ถ้าคุณแม่ต้องการป้องกันการพิการ ควรรับประทานก่อนตั้งครรภ์ 3 เดือน รวมทั้งแคลเซียมจะช่วยไปเสริมสร้างกระดูกและฟัน ส่วนวิตามินเอ วิตามิน12 จะส่งผลต่อการเจริญเติบโตของทารก ส่วนธาตุเหล็กมีผลต่อการสร้างฮีโมโกลบินซึ่งเป็นตัวพาออกซิเจนไปให้สมองทารก กรดไขมันมีความจำเป็นในการเจริญเติบโตของสมองระบบต่างๆ ของทารก กรดไขมันจะทำหน้าที่ในการย่อยสลายของอาหารชนิดต่างๆ ถ้าทานเยอะก็เกิดอาการอุดตันในเลือดมาก ทานมากๆ จะเกิดอาการบวม เกิดอาการครรภ์เป็นพิษ มีผลต่อการเจริญเติบโตช้าของทารกในครรภ์ ถ้าคุณแม่เป็นโลกนี้จะคลอดก่อนกำหนด ทำให้เด็กเจริญเติบโตช้า มีผลต่อการพัฒนาสมอง นอกจากการกินอาหารแล้วของแม่แล้ว กรรมพันธุ์ เรื่องของสิ่งแวดล้อมที่เด็กได้รับตั้งแต่ตั้งครรภ์

กระทั่งคลอดออกมามีผลจะต้องได้รับการกระตุ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในครรภ์และหลังคลอด จะส่งผลต่อการเจริญเติบโตและความเฉลียวฉลาดของเด็ก
 

            ด้านนพ.พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ หัวหน้าหน่วยพัฒนาการเด็กวิทยาลัยแพทยศาสตร์กรุงเทพมหานครและวชิรพยาบาล อธิบายว่าการเลี้ยงลูกให้เป็นเด็กเก่ง ต้องเริ่มจากพัฒนาการของเด็กเล็กๆ มีความกระหายที่จะเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา หรือ ที่เรียกว่า Motivation to Learn มีความจูงใจที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว พ่อแม่ต้องช่วยกันสร้างสิ่งแวดล้อมอยู่ตลอดเวลา ส่งเสริมให้เด็กมีโอกาสคิดและทำด้วยตัวเองในขอบเขตของความปลอดภัย หรือหากิจกรรมที่ช่วยสร้างพัฒนาการ หรือหาโอกาสทำกิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้างความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กๆ ให้มากขึ้น สิ่งที่สำคัญมากที่สุดคือ ต้องฝึกให้ลูกมีคุณธรรม-จริยธรรม เพราะเด็กเล็กอาจไม่มีความเข้าใจในข้อนี้ พ่อแม่ควรสอนลูกว่าเขาควรทำอะไรในสถานการณ์อย่างไร ที่จะนำมาซึ่งความเก่ง รู้จักเวลาที่ควรทำตัวอย่างไรสอนให้ลูกรู้จักควบคุมตัวเองอย่างเหมาะสม ให้รู้ว่าแบบไหนควรทำ ไม่ควรทำ เช่นเรื่องการกิน การนอน ชีวิตประจำวันที่อยู่ในบ้าน และสอนให้รู้จักแบ่งปัน โดยเริ่มจากของที่เขาไม่ชอบ และเปลี่ยนมาเป็นของที่ชอบ ให้รู้จักแบ่งให้ผู้อื่น เพราะเด็กวัยนี้เป็นวัยที่ฝึกได้ดีที่สุด นพ.พงษ์ศักดิ์ กล่าว

            ขณะที่อาจารย์ธนบดี สมจิตรพรม หัวหน้างานสื่อเพื่อเด็กด้อยโอกาสมูลนิธิเด็กอ่อนในสลัมในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้พี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ กล่าวว่ากิจกรรมนอกบ้านต่างๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ทำร่วมกับลูกๆ ไม่ว่าจะเป็นการเล่น หรือการพาไปทัศนศึกษานอกสถานที่ต่างๆ จะช่วยเสริมให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้น เพราะเป็นของเล่นที่ดีที่สุดของลูกและยังเป็นของเล่นชนิดเดียวในโลกที่รู้ว่าลูกต้องการอะไร ช่วยให้เด็กมีพัฒนาการแบบบูรณาการทุกด้าน

            สิ่งที่สำคัญที่สุดของการเล่นคือ ทำให้เด็กพัฒนาในทุกๆ ด้าน ช่วยเด็กฉลาดในหลายๆเรื่อง ขึ้นอยู่ที่ว่าคุณพ่อคุณแม่เปิดโอกาสให้ลูกได้เล่นอย่างหลากหลายแค่ไหน การเล่นนั้นนอกจากจะเป็นการเรียนรู้ที่ดีที่สุดของเด็กแล้ว ยังเป็นเรื่องของการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพ่อแม่ลูกซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของอารมณ์ที่มั่นคงและเป็นการป้องกันปัญหาสุขภาพจิตในอนาคต ที่ขาดไม่ได้เลยคือการส่งเสริมการอ่าน ให้ลูกเป็นหนอนหนังสือตั้งแต่เด็กซึ่ง พ่อ แม่ คือครูคนแรกที่ต้องปลูกฝังลูก 

            รศ.กุลวรา ชูพงศ์ไพโรจน์ หรือป้ากุลของเด็กๆ อาจารย์จากภาควิชาวรรณกรรมสำหรับเด็กคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒกล่าวถึงประโยชน์ของการเล่านิทานให้ลูกๆ ว่า การเล่านิทานให้ฟังก่อนนอน เพียงวันละ 5 นาที จะสานสัมพันธ์พ่อแม่ลูกให้มีความผูกพันกันได้เป็นอย่างดี

            นิทานส่วนใหญ่จะมุ่งที่การสั่งสอน และมีกุศโลบายที่แยบยล เช่น เรื่องของหมาป่าตัวร้ายชอบรังแก แต่ถ้าเป็นคนดี หมาป่าก็ทำอะไรไม่ได้ ซึ่งทำให้เด็กได้เรียนรู้ที่จะทำแต่ความดี นอกจากนี้ ยังช่วยในเรื่องของภาษา เพิ่มวงคำศัพท์ใหม่ๆ ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ เพราะภาษาเด็ก คือภาษาภาพ ภาษาเสียง คือการเล่า ตัวพ่อแม่ที่รู้จักเล่านิทานให้ลูกฟังสม่ำเสมอ ก็จะมีการปรับภาษาให้กับลูก นอกจากลูกจะมีความรู้ใหม่ๆ เกิดขึ้น มีการพัฒนาสมองมากขึ้นแล้ว ยังก่อให้เกิดความรักในครอบครัว โดยมีหนังสือนิทานเป็นสื่อกลางของความรัก

            ป้ากุลกล่าวถึงประโยชน์ของการอ่านหนังสือมีมากมายโดยเฉพาะการสร้างสมาธิ นิทานส่วนใหญ่จะแทรกคุณธรรม เด็กจะรู้ดีรู้ชั่ว จากคุณธรรม อย่างเช่นเรื่องนรก สวรรค์ ถ้าทำชั่วตกนรก ทำดีขึ้นสวรรค์ เด็กๆอยากทำแต่ความดี เพราะอยากขึ้นสวรรค์ การอ่านหนังสือทำให้เกิดการเข้าใจคนอื่น ลดพฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กได้มาก การฝึกเด็กให้รักการอ่าน หรือ การเล่านิทานให้เด็กฟัง จะช่วยให้เด็กมีสมาธิ นอกจากนี้ การอ่าน ยังเป็นการส่งเสริมจินตนาการให้กับเด็กด้วย

Teacher Tip:

     เด็ก ๆ มีพลังงานเหลือเฟือคะ  ถ้าให้เล่น ก็เล่นได้ทั้งวัน  การเล่นของเด็กบางครั้งก็อันตรายมากกว่าได้ประโยชน์คะ  ดังนั้นคุณพ่อ คุณแม่ต้องมีเทคนิคชักจูงลูกให้เล่นอย่างปลอดภัย และเกิดประโยชน์  การเล่นของเด็กเกิดจากความประทับใจในสิ่งที่เคยได้เล่นคะ  แต่เด็ก ๆ มักเลือกของเล่นไม่เป็น  หรือชอบแต่เกมคอมพิวเตอร์  คุณพ่อ คุณแม่ก็จัดบรรยากาศ  ชวนลูกมาเล่นของเล่นอื่น ๆ ที่ลูกไม่สนใจบ้าง  เล่นด้วยกันให้ลูกเรียนรู้วิธีการเล่น   สร้างสีสันของการเล่นให้สนุกสนาน  ปรับความยาก ง่ายให้ท้าทายความสามารถ   สลับกันลูกเลือกบ้าง  คุณพ่อคุณแม่เลือกบ้าง  ชวนลูกเล่นเกมที่มีกติกาบ้าง เพื่อให้ลูกเรียนรู้การเคารพกติกา   ชวนลูกเล่นกลางแจ้ง  เพื่อออกกำลังแขน ขา   นอกจากลูกจะได้เล่นในสิ่งที่พัฒนาความสามารถแล้ว  คุณพ่อคุณแม่ยังได้รู้จักความสามารถของลูกอย่างใกล้ชิดด้วยคะ  


--------------------------------------------------------------------------------------------
ข้อมูลจาก :  www.iqeqdekthai.com
อ้างอิง :  นสพ. คมชัดลึก วันเสาร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ.2550

ผู้แสดงความคิดเห็น ครูจอย วันที่ตอบ 2009-04-13 23:22:54 IP : 124.120.96.64


ความคิดเห็นที่ 3 (1925644)

    เด็กๆ กับจินตนาการเป็นของคู่กันคะ  จึงทำให้หนู ๆ โปรดปรานเหล่าซูเปอร์ฮีโร่ และเจ้าหญิงต่าง ๆ ในโลกเทพนิยายเหลือเกิน  ไม่ว่าเรื่องนั้นจะจริงหรือไม่เป็นจริง  สำหรับเด็ก ๆ มันเป็นเรื่องแปลกใหม่   แต่จินตนาการก็มีทั้งบวกและลบคะ  ดังนั้นควรสอนให้เด็ก ๆ จินตนาการต้องอยู่บนความพอดีคะ  แต่ความพอดีอยู่ตรงไหนหล่ะ

จินตนาการเป็นสิ่งที่สำคัญมาก โดยเฉพาะในเด็ก 3-6 ปี เพราะนำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์ หากลูกรักของคุณยังแยกไม่ออกว่าแบบไหนคือโลกความจริง แบบไหนคือสิ่งสมมุติ ย่อมก่อให้เกิดผลร้ายได้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงต้องคอยดูแลและให้คำแนะนำลูกอย่างถูกวิธีด้วยค่ะ

วัยแห่งจินตนาการ

เพียเจย์ นักจิตวิทยา ชาวสวิตเซอร์แลนด์ กล่าวว่า…การเล่นสมมติ ทำให้ผู้เล่นรู้สึกพึงพอใจในตัวเอง ในการเปลี่ยนความจริงให้เป็น “ความปรารถนา” เป็นการก่อรากฐานทางอารมณ์ และพัฒนาความคิดให้กว้างไกลออกไป อันเป็นจุดเริ่มต้นของความเชื่อมั่นในตนเอง…

และในช่วงวัยอนุบาล 3-6 ขวบนี้ เด็กจะเริ่มก้าวสู่โลกกว้าง ไปโรงเรียน มีเพื่อน มีสังคม เริ่มอ่านหนังสือได้ ดูหนังเป็นเรื่องเป็นราวเข้าใจ และสามารถนำเรื่องราวมาปะติดปะต่อเข้ากับตัวเอง สร้างเรื่อง สร้างจินตนาการ ซึ่งเด็กแต่ละคนจะมีมากน้อยแตกต่างกันไป

แม้ว่าจินตนาการจะเป็นส่วนสำคัญในการเจริญเติบโตและเป็นสิ่งที่ควรส่งเสริม แต่คุณพ่อคุณแม่ควรดูแลให้อยู่ในขอบเขตที่พอดี และสอนให้ลูกเรียนรู้ถึงโลกแห่งความจริงกับโลกแห่งจินตนาการด้วยนะคะ


แบบไหน…เข้าข่ายน่าเป็นห่วง

หากลูกเราพูดจาเป็นตุเป็นตะเลียนแบบจากสิ่งที่ได้เห็นในละคร ภาพยนตร์ การ์ตูน ฯลฯ นั่นเป็นเพราะเขายังเด็กเกินกว่าที่จะแยกแยะได้ระหว่างเรื่องจริงกับเรื่องสมมุติ ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมปกติของวัยนี้

แต่เมื่อใดที่ลูกเริ่มพฤติกรรมก้าวร้าว ใช้ความรุนแรง คิดว่าตัวเองเป็นฮีโร่เหมือนภาพยนตร์หรือในการ์ตูนที่ดู เช่น หยิบมีดในครัวมาวิ่งไล่ คล้ายออกรบ เหมือนในหนัง ชก เตะ ต่อยคนอื่นแล้วภาคภูมิใจ หรือคิดว่าตัวเองมีความพิเศษสามารถกระโดดตึกแล้วเหาะกลางอากาศได้ เหมือนยอดมนุษย์ในหนัง ถ้าลูกเกิดอาการแบบนี้ก็น่าเป็นห่วงค่ะ

ตัวอย่างผลร้ายจากจินตนากา

- กรณีของเด็กอายุ 6 ขวบ ในประเทศอังกฤษ ที่จินตนาการตัวเองเป็นสไปเดอร์แมนไปไต่ตึก และพลาดท่าตกลงมาจากหน้าต่างชั้นสอง จนแพทย์ต้องเอกซเรย์และสแกนสมอง
- อีกกรณีหนึ่งคือ เด็กชาวตุรกี อายุ 7 ขวบ ดูการ์ตูนโปเกม่นแล้วกระโดดตึกลงมา จนได้รับบาดเจ็บสาหัส

เหล่านี้ล้วนเกิดจากจินตนาการและการเลียนแบบทั้งสิ้นค่ะ


จินตนาการก่อผลร้ายในเด็ก
1. เด็กไฮเปอร์ (Hyper Active) เผลอไม่ได้
เด็กพิเศษแบบที่เรียกว่า ไฮเปอร์แอ็กทีฟ จะมีลักษณะเฉพาะคือ นั่งไม่ค่อยติด วิ่งเล่น ซุกซนตลอดเวลา และด้วยวัยที่โตขึ้น คล่องแคล่วมากขึ้น เขาจะชอบเล่นผาดโผนไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย บวกกับพลังที่มีอยู่เหลือเฟือในเด็กวัยนี้ โอกาสที่จะทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยจึงมีสูง คุณพ่อคุณแม่ควรต้องคอยดูแลการเล่นที่จะทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยจึงมีสูง คุณพ่อคุณแม่ควรต้องคอยดูแลการเล่นการแยกแยะระหว่างจินตนาการและความเป็นจริงในความเข้าใจของลูกด้วยค่ะ

2. หนูชอบเก็บตัว…โลกส่วนตัวสูง
โดยทั่วๆ ไป เด็กในวัยนี้จะชอบการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มกับเพื่อนๆ แม้ว่าเขาจะเล่นคนเดียวได้แต่ก็ชอบการเล่นเป็นกลุ่มมากกว่า แต่ก็มีเด็กบางคนที่ชอบเก็บตัวชอบเล่นคนเดียว อยู่กับทีวี หรือขอให้มีหนังสือการ์ตูนเป็นเพื่อนก็พอ เพราะเขามีความสุขกับการได้อยู่กับจินตนาการในโลกส่วนตัว หากเป็นหนังสือประเภทที่อ่านแล้วกล่อมเกลาจิตใจก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แต่หากเด็กรับเอาสื่อที่รุนแรงและก้าวร้าวมากๆ แล้วเด็กทำตาม แบบนี้น่าเป็นห่วงค่ะ

3. เด็กโจ๋…หัวหน้าแก๊ง
ด้วยมีความสามารถในการเป็นผู้นำ ในการเล่น ช่างคิด เล่นเป็น เล่นเก่ง และมีของเล่นใหม่ๆ มาให้เพื่อนเสมอๆ เด็กที่มีลักษณะเช่นนี้จึงมักจะถูกยกให้เป็นหัวหน้า “แก๊ง”

ข้อดีคือเขาได้ฝึกความเป็นผู้นำ แต่เมื่อใดที่เขาโกรธหรือไม่พอใจ เขาก็อาจใช้อำนาจ ใช้พละกำลัง และหากบวกเข้ากับจินตนาการ หรือลอกเลียนแบบมาจากสื่อ เช่น คิดไปว่าตัวเองเป็นคนมีพลังเป็นที่ยอมรับ หรือเป็นยอดมนุษย์มาพิทักษ์โลก การเล่นรุนแรง ใช้กำลัง เตะต่อย หรือพูดจาหยาบคายแล้วไม่ผิดก็อาจทำให้เกิดพฤติกรรมไม่เหมาะสม อาจนำไปสู่พฤติกรรมที่ไม่ดีตอนโตได้ค่ะ

ชวนลูกใช้จินตนาการ…บวก

อย่างที่บอกค่ะว่า จินตนาการนั้นนำไปสู่พฤติกรรมของเด็กๆ ซึ่งก็มีทั้งบวกและลบ คุณพ่อคุณแม่จึงเป็นบุคคลสำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้จินตนาการของลูกไปสู่กิจกรรมที่จะหล่อหลอมให้เขาเป็นเด็กดี เด็กเก่ง กล้าคิด กล้าแสดงออกในทางที่ถูกต้อง ด้วยวิธีการที่ไม่หักหารน้ำใจลูกจนเกินไป ตัวอย่างเช่น

- คำพูดสร้างความเข้าใจ “คำพูด” สำหรับเด็กๆ วัยนี้ ถือเป็นเรื่องสำคัญเขาสามารถเข้าใจคำพูดของผู้ใหญ่ได้ดีขึ้น พ่อแม่ควรใช้คำพูดอธิบายให้ลูกเข้าใจเหตุผลว่า อะไรคือเรื่องจริงหรือเรื่องสมมติ เช่น “หนังทำอย่างนี้ได้เพราะอะไร” “เราทำไม่ได้เพราะอะไร” เพราะบางครั้งการผจญภัยอันน่าตื่นเต้นของตัวละครการ์ตูน หรือ ซูเปอร์ฮีโร่ทั้งหลายอาจทำให้เด็กๆ คาดหวังในสิ่งที่เกินความจริง
- เน้นกิจกรรมสร้างสรรค์จินตนาการ คุณพ่อคุณแม่อาจใช้จังหวะทองที่ลูกมีความสุขกับโลกจินตนาการ ชักชวนให้ลูกทำกิจกรรมที่เขาสามารถเพลิดเพลินไปกับจินตนาการได้อย่างปลอดภัย เช่น พาลูกไปเข้าค่ายต่างๆ ที่จัดสำหรับเด็กอาจเป็นค่ายศิลปะ แสดงละคร พากย์การ์ตูน ตามแต่ความสนใจของเขา อีกทั้งยังเป็นการให้เขาได้ค้นหาความชอบและความถนัดอีกด้วย
- จินตนาการสร้างวินัย คุณพ่อคุรแม่สามารถใช้จินตนาการหรือการชอบเลียนแบบของลูกสร้างวินัยให้เขา เพราะธรรมชาติของเด็กวัยนี้จะกระตือรือร้นช่วยทำงานบ้าน อยากรับผิดชอบกิจวัตรของตัวเอง ก้อาจจะบอกลูกว่าเขาเป็นเด็กดีและคนเก่งที่สุดเลย คนดีคนเก่งต้องเล่นของเล่นแล้วเก็บทุกครั้ง คนเก่ง ต้องมีน้ำใจ ไม่ก้าวร้าว ไม่พูดคำหยาบคาย เป็นต้น

จินตนาการของเด็กเป็นสิ่งดีและควรค่าแก่การสนับสนุน แต่ก็ต้องพอเหมาะพอดี และไม่ล้ำเข้ามาในโลกของความจริงมากจนเด็กเองควบคุมไม่อยู่ค่ะ

Teacher Tip:

   คุณพ่อ คุณแม่เจอความพอดีไหมคะ   ทุก ๆ กิจกรรมมันมีความพอดีที่ค่อนข้างชัดเจนอยู่แล้วคะ  แต่บางครั้งมันก็มีสถานการณ์ที่เราคาดไม่ถึงเกิดขึ้น  ความพอดีสำหรับคุณครูจึงอยู่ที่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นคะ  ดังนั้นที่โรงเรียนคุณครูจะมีกติกาการเล่นแจ้งก่อนเล่นทุกครั้ง และคุณครูต้องมีตาเหมือนสัปปะรด  เห็นทุกสิ่งที่เด็ก ๆ ทุกคนกำลังเล่น กำลังทำอยู่   พร้อมกับการทำงานของปากที่ต้องคอยเตือน  คอยห้ามเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่มองแล้วอันตรายสำหรับเด็ก ๆ หยุดก่อนที่จะเกิด   เรียกว่า  พอเด็ก ๆ กลับบ้าน   คุณครูทุกท่านก็หมดแรงที่จะพูดคุยกับบุคคลรอบข้างเลยคะ  นี่แหละคะเทคนิคที่ผู้ปกครองมักถามว่าทำไมคุณครูดูแลเด็ก ๆ ไปทัศนศึกษานอกโรงเรียนได้อย่างไร

----------------------------------------------------------------
ข้อมูลจาก : www.elib-online.com
อ้างอิงจาก : นิตยสารรักลูก ฉบับเดือน สิงหาคม 2550

ผู้แสดงความคิดเห็น ครูจอย วันที่ตอบ 2009-04-14 00:27:37 IP : 124.120.96.64


ความคิดเห็นที่ 4 (1925649)

เวลาเป็นของมีค่าคะ  ยิ่งเวลาสำหรับการเรียนรู้ของเด็ก ๆ วัย 1 - 6 ปี แล้วเป็นเวลาทองของพัฒนาการทางสมองเลยคะ  คุณครูเคยอ่านงานวิจัยของเล่มหนึ่งบอกว่า สมองของคนเราจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงวัย 1-6 ปีแรก  หลังจากนั้นจะหยุดการขยายขนาด จะเพิ่มแต่จุดเชื่อมต่อหรือสร้างโครงสร้างเครือข่ายของเส้นใยประสาทเท่านั้น  เหมือนบอกเป็นนัย ๆ ว่า เด็กจะฉลาดเกิดจากพื้นฐานในช่วงวัยนี้  และที่จะลืมไม่ได้  ความพร้อมทางร่างกาย  อารมณ์  สังคม จิตใจ ก็เป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องพัฒนาไปพร้อม ๆ กับความฉลาดของสมอง   ดังนั้นเรื่องที่สำคัญที่สุดที่เราต้องใส่ใจ คือ การบริหารเวลาของลูก 

วันเวลาของคำว่า " ปิดเทอม" เริ่มมาหลายวันแล้ว คุณพ่อคุณแม่หลายคนขวนขวายหากิจกรรมต่างๆ ให้ลูกทำเพื่อฆ่าเวลาและเพื่อพัฒนาลูกในด้านต่างๆ แต่ก็ยังมีคุณพ่อคุณแม่อีกไม่น้อยที่ไม่อยากปล่อยลูกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน อยากให้ลูกเพ่นพ่านภายในบ้านมากกว่า ด้วยอาจเป็นเพราะว่ามีญาติผู้ใหญ่คุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยายดูแลอยู่แล้ว หรืออาจมีกิจกรรมให้ลูกทำเยอะแยะแล้วที่บ้าน ไม่ว่าลูกจะใช้เวลาทำกิจกรรมนอกบ้านหรือทำกิจกรรมภายในบ้าน คุณพ่อคุณแม่ควรสอนลูกหลานให้รู้จัก บริหารเวลา เพราะช่วงวันหยุดปิดเทอมใหญ่นานนับเดือนเช่นนี้ เป็นช่วงที่ลูกๆ จะมีเวลาเป็นของตัวเองมากกว่าปกติ จึงถือเป็นโอกาสดีที่จะได้บอกลูกว่า ควรจัดการกับเวลาที่มีอยู่อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

อันดับแรก ควรสอนลูกให้รู้จักกำหนดว่าจะทำอะไรบ้างในแต่ละวัน
การกำหนดเช่นนี้ อาจจะทำล่วงหน้าหนึ่งสัปดาห์ หรือจะทำล่วงหน้าแบบวันต่อวันก็ได้ เริ่มตั้งแต่ตื่นเช้าถึงเข้านอน แต่ละตอนของช่วงเวลาจะทำอะไรบ้าง ก็เขียนใส่เศษกระดาษไว้ จะช่วยทำให้ลูกรู้จักการวางแผนล่วงหน้า ไม่ใช่แค่เพียงวางแผนเวลาว่าจะทำอะไรในแต่ละวันเท่านั้น ยังเป็นการคิดหาอะไรทำในช่วงเวลาที่ยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรอีกด้วย การคิดล่วงหน้าว่าจะทำอะไรดี ทำให้ลูกมีเวลาทบทวนสิ่งที่คิดว่าผิดหรือถูกแค่ไหนที่จะทำอะไรลงไป แต่ถ้าไม่คิดวางแผนล่วงหน้า อาจจะมีเพื่อนมาชวนไปทำอะไรที่ไม่ถูกต้องกะทันหัน ลูกก็อาจหุนหันพลันแล่นตามเพื่อนไปทำอะไรที่ไม่พึงประสงค์ ผลลัพธ์ก็คงออกมาไม่ดี หรือไม่ก็เอาเวลาไปทำอะไรที่ไม่ค่อยเข้าท่า เสียเวลาไปเปล่าๆ ถ้าคุณพ่อคุณแม่ลองตรวจสอบ การใช้เวลาของลูกที่ไม่รู้จักบริหารเวลา จะพบว่าเวลาเกินกว่าครึ่งที่หมดไปในแต่ละวัน เป็นการหมดเวลาไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง ตรงนี้จะไปโทษลูกก็ไม่ได้ เพราะไม่มีใครบอกกล่าวให้เขารับรู้ จะให้ลูกตรัสรู้คิดเอาเองก็ไม่ใช่เรื่องง่าย นอกจากเด็กอัจฉริยะบางคนที่ไม่ต้องมีใครฝึกฝนบอกกล่าว ก็สามารถคิดเองได้ว่าจะจัดการบริหารเวลาอย่างไร แต่คงมีไม่กี่คนแน่นอน การให้รู้จักกำหนดว่าจะทำอะไรในแต่ละวันเป็นเบื้องต้น จะช่วยทำให้ลูกเป็นคนรู้จักบริหารเวลาได้อย่างน่าอัศจรรย์

อันดับสอง ควรสอนลูกให้รู้จักจัดเรื่องที่จะทำก่อนหลัง ในวันหนึ่งๆ ลูกอาจจะมีเรื่องอยากทำมากมาย แต่ไม่รู้ว่าจะทำอะไรก่อนหรือหลังดี บางทีก็ทำไปเรื่อยๆ แบบไม่ได้วางแผนอะไร เรื่องที่ควรทำก่อนก็ไปทำทีหลัง เรื่องที่ควรทำทีหลังก็มาประดังทำก่อน หรือบางเรื่องที่ควรทำก็ไม่ได้ทำ เพราะมักจะทำเรื่องที่ขวางหน้าอยู่ก่อน การทำอะไรไปวันๆ แบบไม่รู้จักบริหารเวลาเช่นนี้ สำหรับคนที่ไม่ค่อยมีอะไรทำอาจจะไม่เป็นปัญหา แต่สำหรับผู้ที่มีเรื่องทำมากมาย อาจจะกลายเป็นปัญหาว่าไม่ได้ทำอะไรอีกหลายอย่างที่ควรทำก็ได้ ถึงแม้ลูกของเราจะยังไม่มีอะไรทำมากมายนัก แต่ถ้าเราเริ่มฟูมฟักให้รู้จักบริหารเวลา ด้วยการจัดลำดับความสำคัญของเรื่องที่จะทำเสียแต่วันนี้ ก็จะเป็นพฤติกรรมดีๆ ของชีวิตที่จะติดตัวไปจนโต

อันดับสาม
ควรสอนลูกให้รู้จักมุ่งมั่นทำให้เสร็จตามที่วางแผนไว้ การบริหารเวลาที่ดีที่สุดก็คือ อย่าหยุดไปซะเฉยๆ เมื่องานที่วางแผนไว้ยังไม่เสร็จ ต้องสอนให้ลูก มุ่งมั่นบากบั่นมานะพยายาม ทำตามกำหนดเวลาที่เราวางแผนไว้ให้ได้ ยกเว้นแต่ว่ามีปัญหาอุปสรรคที่เราไม่คาดคิดมาก่อน ก็อาจจะผ่อนปรนได้บ้าง แต่ก็ไม่ควรให้คั่งค้างนานเกินไป ข้อสำคัญคือ อย่าทำตัวเป็นคนผัดวันประกันพรุ่ง ประเภทวันนี้ยังไม่เรียบร้อยไม่เป็นไร เอาไว้วันหน้าค่อยว่ากันใหม่ พอถึงวันหน้าก็ผัดเป็นวันหน้าไปเรื่อยๆ จนหาเวลาที่ลงตัวไม่ได้ ไม่ควรทำ ปัญหาสำคัญของคนไทยที่ไม่รู้จักบริหารเวลาให้ดี คือ มักมีอุปนิสัยใจคอ ชอบผัดวันประกันพรุ่งทำให้ชีวิตการงานที่ควรจะรุ่งไม่รุ่งเท่าที่ควร จึงอยากชักชวนคุณพ่อคุณแม่เน้นย้ำการบริหารเวลาข้อนี้ ที่ให้ลูกมุ่งมั่นกับงานที่วางแผนกำหนดระยะเวลาไว้แล้วให้จริงจัง จะช่วยเสริมสร้างพลังความก้าวหน้าของชีวิตได้เป็นอย่างดี

ทั้งหมดนี้ คือ พื้นฐานการบริหารเวลา ที่คุณพ่อคุณแม่ควรชี้แนะให้ลูกรับรู้ อย่าดูว่าเป็นเรื่องง่ายๆ ปล่อยไปอีกหน่อยพอโตขึ้นก็เรียนรู้ได้เอง ถึงจะดูเป็นเรื่องง่ายๆ แต่ถ้าเราขวนขวายบรรยายให้ลูกรู้และเริ่ม ฝึกฝนตนเอง ซะตั้งแต่ยังเล็กๆ อยู่ มันก็จะซึมซับ รับเข้าไปในวิถีชีวิต ติดตัวไปตลอด

Teacher Tip:

สุดยอดเคล็ดลับของคนที่ประสพความสำเร็จในชีวิต หลายคนบนโลกใบนี้อยู่ที่การรู้จักบริหารเวลา คุณพ่อคุณแม่ครอบครัวไหนที่ยังไม่ค่อยใส่ใจกับเรื่องแบบนี้ ลองปรับและจัดการกับกิจกรรมให้คุ้มค่ากับเวลา  และเริ่มให้ความสนใจฝึกฝนลูกวันละนิดวันละหน่อย  ค่อยๆ  ฝึกลูกใช้เวลาอย่างคุ้มค่า   แล้วคุณพ่อคุณแม่จะได้เห็นความเก่ง ความสามารถของลูกอย่างไม่คาดคิดมาก่อนเลยคะ 



----------------------------------------------------------------------------------------------

ข้อมูลจาก : www.elib-online.com
อ้างอิงจาก : กรุงเทพวันอาทิตย์

ผู้แสดงความคิดเห็น ครูจอย วันที่ตอบ 2009-04-14 01:15:12 IP : 124.120.96.64


ความคิดเห็นที่ 5 (2106839)

gucci replica chanel wallet closure The Coach Signature Stripe louis vuitton 46 with the founding of a leather replica louis vuitton handbags lv man bags.

ผู้แสดงความคิดเห็น anne (breitling-at-msn-dot-com)วันที่ตอบ 2010-09-10 19:04:12 IP : 125.126.157.28



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.