ReadyPlanet.com


แม่จ๋า...หนูก็เก่งเหมือนกันนะ


แม่จ๋า...หนูก็เก่งเหมือนกันนะ

โดย: สปันงา

 

 

เด็กทุกคนล้วนเกิดมาพร้อมกับความเก่ง และความฉลาดด้วยกันทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเก่งหรือฉลาดด้านใด แล้วพ่อแม่สังเกตเห็นหรือไม่

แหม! น่าอิจฉาลูกบ้านนั้นอยู่หรอกนะคะ เรียนก็เก่ง ขยันก็ขยัน ทีลูกของตัวเองกลุ้มใจ๊กลุ้มใจ ทำไมวันทั้งวันเอาแต่นั่งวาดรูปอ่านหนังสือการ์ตูนอยู่นั่นแหละ แล้วอย่างนี้จะไปสู้กับลูกคนอื่นเขาไหวรึ...


สมัยนี้ใครๆ ก็อยากให้ลูกรักเป็นคนเก่ง คนดี และมีความสุขด้วยกันทั้งนั้นใช่ไหมคะ แต่หมดสมัยแล้วกระมังคะที่จะตัดสินคำว่า "เก่ง" เพียงเพราะเด็กคนนั้นคนนี้สอบได้ที่ หนึ่งของห้อง เพราะสำหรับนักจิตวิทยาบางท่านแล้วเด็กทุกคนล้วนเกิดมาพร้อมกับความเก่งด้วยกันทั้งนั้น

นิยามของความ "เก่ง"เปลี่ยนไปแล้ว
ศ.ศรียา นิยมธรรม อาจารย์ประจำภาควิชาการศึกษาพิเศษ                คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตรแล้ว    ความคิดดังกล่าวอาจถูกต้องเพียงบางส่วนเท่านั้นค่ะ เพราะเจ้าความเก่งที่ตัดสินกันแค่ผลงานเชิงวิชาการนั้นไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่บ่งบอกได้ว่าเด็กคนนั้นคนนี้เป็นคนเก่ง หรือฉลาดจริงๆ เพราะความเก่ง หรือความฉลาดของคนเรานั้นมีอยู่หลากหลายด้านค่ะ ใช่เพียงแต่ความเก่งทางวิชาการเท่านั้น

 


แม้ในอดีตจะมีความเชื่อที่ว่า เด็กฉลาดล้ำ หรือเด็กปัญญาเลิศจะมีลักษณะเด่นๆอยู่ 3 อย่างด้วยกันคือ มีไอคิวที่สูงกว่าเด็กปกติ มีความคิดสร้างสรรค์ และมีความเพียร พยายาม แต่คนที่มีคุณสมบัติพร้อมกันทั้ง 3 อย่างนั้นมีไม่ค่อยมากในสังคมบ้านเรา บางคนอาจจะเกิดมาพร้อมกับสติปัญญาที่สูงกว่าเด็กปกติ แต่กลับไม่มีความมุมานะ บางคนอาจจะมีความมุมานะแต่ขาดความคิดสร้างสรรค์ เพราะฉะนั้นตามทฤษฎีใหม่ของนักจิตวิทยาชาวอเมริกันแล้ว "เด็กทุกคนล้วนเกิดมาพร้อมกับความเก่ง และความฉลาดด้วยกันทั้งนั้น" ต่างกันที่ว่าเด็กคนไหนมีความสามารถพิเศษด้านใดเหนือกว่าอีกด้านใดต่างหากล่ะคะ


อาจารย์ศรียาอธิบายต่อว่า ก่อนที่นักการศึกษาจะตัดสินว่าเด็กคนไหนมีปัญญาเลิศหรือไม่ ส่วนใหญ่จะดูเรื่องผลการเรียน ความถนัด และผลงานของเด็กคนนั้นเสียก่อน แต่เอาเข้าจริงๆแล้วนักการศึกษาสมัยใหม่เองก็พยายามหลีกเลี่ยงที่จะระบุว่าเด็กคนนั้นคนนี้มีสติปัญญาอยู่ในระดับใด เพราะตามทฤษฎีพหุปัญญาแล้ว เด็กทุกคนล้วนเกิดมาพร้อมกับความสามารถพิเศษด้วยกันทั้งนั้น ต่างกันที่ว่าตัวเด็กนั้นเก่งกันด้านไหน และตัวพ่อแม่เองนั่นแหละที่มีหน้าที่คอยสนับสนุนให้ลูกได้ใช้ศักยภาพที่เขามีมาอย่างเต็มที่ที่สุด


"ความฉลาดของเด็กบางคนบางครั้งไม่ได้ถูกค้นพบ ตัวเด็กเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองชอบหรือเก่งอะไร ยกตัวอย่างที่เห็นชัดๆก็คือ  เด็กบางคนเกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ที่เก่งเรื่องดนตรี แต่ในบ้าน หรือแม้แต่ในโรงเรียนกลับไม่เคยได้รับการสนับสนุนให้เรียนดนตรีอย่างจริงจัง ศักยภาพของเขาจะค่อยๆหายไปทีละนิดๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะฉะนั้นตัวพ่อแม่เองควรรู้ และคอยสังเกตว่าลูกของตัวนั้นชื่นชอบอะไรอยู่ เมื่อค้นพบศักยภาพตรงนั้นแล้ว ก็ควรจะสนับสนุนเขา สร้างบรรยากาศในครอบครัวให้อบอุ่น เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการเรียนรู้ให้กับเขา เรื่องของสุขภาพกายที่สมบูรณ์แข็งแรงเองก็สำคัญไม่แพ้กัน เมื่อเด็กแข็งแรงเขาจะพร้อมที่จะเรียนรู้อะไรใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา"

ในส่วนนี้คุณหมอณัทธร พิทยรัตน์เสถียร จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นประจำโรงพยาบาลจุฬาฯ เห็นด้วยว่า พ่อแม่ควรสนับสนุนและเปิดโอกาสให้ลูกน้อยได้แสดงออกถึงศักยภาพที่เขามี เด็กคนไหนชอบเรื่องดนตรี หรือชอบการวาดรูป พ่อแม่ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้ฝึกฝนอยู่เป็นนิจ และนอกจากเรื่องของการสนับสนุนให้ลูกได้ร่ำเรียนในสิ่งที่เขาชอบแล้ว การแนะนำผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชานั้นๆมาช่วยสอน ช่วยแนะนำลูกๆนับเป็นเรื่องดีเรื่องหนึ่งเช่นกันและเมื่อเด็กได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ เขาจะค่อยๆมีความเชื่อมั่นในสิ่งที่เขาทำมากขึ้น ความเก่งหรือความฉลาดของลูกที่พ่อแม่ต่างถวิลหาจะอยู่แค่เอื้อม

 

อยากให้เก่งอย่ากดดัน
คุณหมอเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ที่พ่อแม่หลายต่อหลายคู่เข้ามาขอคำปรึกษาว่าเด็กบางคนมีพรสวรรค์อย่างเห็นได้ชัด แต่เมื่อถูกกดดัน หรือถูกคาดหวังมากจนเกินไป ความเก่ง หรือความฉลาดนั้นๆอาจหดหายหรือไม่ปรากฎออกมาให้เห็นเลยก็เป็นได้ เพราะเด็กจะรู้สึกเครียด กดดัน และวิตกกังวลว่า สิ่งที่พ่อแม่คาดหวังเขานั้นเขาอาจทำไม่ได้อย่างที่พ่อและแม่วาดหวังไว้ทุกครั้งที่จะแสดงศักยภาพอันแท้จริงออกมาเขาจะเริ่มกลัว เกร็ง และไม่กล้า จากเด็กเก่งอาจกลายเป็นเด็กขี้ขลาดขี้กลัวไปได้เพียงเพราะความคาดหวังที่มีมากเกินไป


นอกจากเรื่องของการกดดันแล้ว พ่อแม่ของเด็กฉลาดบางคนอาจไม่เข้าใจว่า ทำไมลูกของตัวเองนั้นชอบแยกตัวออกมาอยู่คนเดียว ซึ่งเด็กฉลาดบางคนอาจจะฉลาดมากเกินกว่าเด็กในวัยเดียวกัน ครั้นจะพูดจะจาเรื่องอะไรอาจจะล้ำหน้าเพื่อนๆ หรือจะคิดจะอ่านอะไรอาจจะลึกลับซับซ้อนจนเพื่อนๆตามไม่ทัน ทำให้ทั้งตัวเขาและเพื่อนๆของเขาต่างเอือมระอาที่จะคบค้าสมาคมด้วย เด็กฉลาดบางคนจึงเลือกที่จะอยู่คนเดียว ทำอะไรด้วยตัวคนเดียว ไม่พูดไม่จากับเพื่อนคนไหนๆ
เรื่องปัญหาทางทักษะสังคมเช่นนี้พ่อแม่ควรละเอียดอ่อนพอที่จะเข้าใจพฤติกรรมของลูกรักด้วยนะคะ ซึ่งคุณหมอได้แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ช่วยฝึกให้ลูกได้ปรับตัวเข้าหาสังคม และควรสอนลูกให้เขารู้ว่าความฉลาดนั้นมีหลายด้าน แม้เขาอาจจะเป็นเด็กฉลาดคนหนึ่ง แต่ใช่ว่าเขาจะฉลาดเหนือเพื่อนคนอื่นๆ คนฉลาด หรือคนเก่งย่อมมีบางด้านที่ไม่เก่งอยู่ เพราะฉะนั้นต่างฝ่ายควรช่วยเหลือซึ่งกันและกันจะดีกว่า


จากความเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้งสอง คุณคงมองเห็นแล้วใช่ไหมคะว่าเรื่องของความเก่ง และความฉลาดของลูกที่พ่อแม่ถวิลหานั้น สามารถสร้างขึ้นมาได้ด้วยการใส่ใจ สังเกตสังกาลูกรักว่ามีความถนัดด้านไหน แล้วส่งเสริมสนับสนุนให้มีทักษะมีความชำนาญในด้านนั้นๆ แต่ต้องทำอย่างเหมาะสม ไม่คาดคั้น กดดัน เร่งเร้า เมื่อลูกได้พัฒนาศักยภาพของเขาอย่างเต็มที่ที่สุดแล้ว คุณจะรู้ได้เองค่ะว่า จริงๆ แล้วลูกของคุณนั้นเก่งไม่เป็นสองรองใครเหมือนกัน

ลูกเราฉลาดแบบไหนกันนะ...


เรื่องของทฤษฎีพหุปัญญา MULTIPLE INTELLIGENCE นั้นได้รับการคิดค้นโดยโฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ นักจิตวิทยาชาวอเมริกันแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งเขาเชื่อว่ามนุษย์แต่ละคนมีความสามารถแตกต่างกัน และสติปัญญาของมนุษย์จริงๆแล้วสามารถแบ่งออกได้ 8 ด้านด้วยกัน...


* ปัญญาด้านภาษา เด็กที่มีสติปัญญาสูงในด้านนี้จะมีความสามารถในการใช้ภาษาได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการพูด หรือการเขียน


* ปัญญาด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ เด็กกลุ่มนี้จะมีความสามารถสูงในการใช้ตัวเลขคือคิดเลขได้เร็ว และแม่นยำ


* ปัญญาด้านมิติสัมพันธ์ เด็กที่มีความสามารถพิเศษในด้านนี้จะมองเห็น และคิดวิธีการใช้เนื้อที่ได้ดี สังเกตง่ายๆว่าเด็กคนไหนที่จำถนนหนทางได้แม่น ทั้งๆที่เพิ่งเคยมาเป็นครั้งแรกนั่นเท่ากับว่าเขามีความสามารถพิเศษด้านนี้มากค่ะ


* ปัญญาด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว เด็กกลุ่มนี้จะมีความสามารถสูงในการใช้ร่างกายของตัวเองแสดงความคิด ความรู้สึก และใช้มือในการประดิษฐ์สิ่งของต่างๆ


* ปัญญาด้านดนตรี เด็กที่มีความสามารถด้านนี้จะไวเรื่องของจังหวะ ทำนองของเสียง ตลอดจนความสามารถในการเข้าใจและวิเคราะห์ดนตรี ถ้าได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่แล้วสามารถพัฒนาไปสู่การเป็นนักแต่งเพลง หรือนักดนตรีได้ค่ะ


* ปัญญาด้านมนุษยสัมพันธ์ เด็กกลุ่มนี้จะไวในเรื่องของความรู้สึก เขาสามารถเข้าใจจิตใจอารมณ์ความคิดความรู้สึกของผู้อื่นได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ บ่อยครั้งที่เขาสามารถแยกแยะน้ำเสียง สีหน้า ท่าทางของบุคคลที่เขากำลังสนทนาด้วย และ  ตอบสนองกลับได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพค่ะ


* ปัญญาด้านการเข้าใจตัวเอง เด็กที่มีทักษะด้านนี้จะรู้จักตัวเองเป็นอย่างดี รู้ว่าตัวเองมีจุดอ่อน จุดแข็งตรงไหน รู้ว่าตอนนี้   ตัวเองมีอารมณ์อย่างไร ต้องการอะไร และท้ายสุดจะควบคุมอารมณ์ตัวเองได้อย่างไร


* ปัญญาด้านธรรมชาติวิทยา เด็กปัญญาเลิศด้านนี้จะชอบธรรมชาติ และรู้จักธรรมชาติของพืชและสัตว์เป็นอย่างดี


จาก: นิตยสาร Kids & School



ผู้ตั้งกระทู้ Admin :: วันที่ลงประกาศ 2009-08-21 00:03:12 IP : 124.122.176.232


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (1975927)

เสริมความฉลาดตามความถนัด

โดย: เยลลี่

ค้นหาความสามารถของลูก และพัฒนาในสิ่งที่ลูกถนัด 

ผศ.ดร.อุษณีย์ อนุรุทธ์วงศ์ อาจารย์ประจำภาควิชาการศึกษาพิเศษ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอัจฉริยภาพของเด็กและเด็กปัญญาเลิศ ให้ข้อสังเกตความถนัดของลูกแบ่งออกเป็น 10 ด้าน ดังนี้
 


ด้านสติปัญญา (การคิด)
 
 
    - มีความรู้สึกไวต่อการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ รอบตัว
 
    - ช่างสังเกต สามารถมองเห็นรายละเอียดของสิ่งต่าง ๆ ได้ดี
 
    - ใช้ภาษา เช่น ศัพท์หรือประโยคที่สูงเกินวัย
 
    - ชอบตั้งคำถามที่กระตุ้นความคิด 
 
Try it ! ลองให้ลูกเล่นเกมทางภาษา เช่น cross word , เกมจับผิดภาพ
 

ด้านความคิดสร้างสรรค์
 
    - ไม่ยอมให้ความร่วมมือถ้าไม่เห็นด้วย
 
    - ไม่ร่วมกิจกรรมที่ไม่ชอบ 
  
    - ชอบทำงานคนเดียวเป็นเวลานานๆ 
 
    - ชอบสร้างแล้วรื้อ รื้อแล้วสร้างใหม่เพื่อความแปลกใหม่ 
 
Try it ! สร้างบ้าน สร้างเมืองกับตัวต่อ Lego ดีกว่า
 
 
ด้านวิชาการ 

    - มีสมาธิดีเยี่ยม ทำงานได้นานในสาขาวิชาที่ตนชอบ 
 
    - อ่านได้เร็วกว่าปกติ และอ่านหนังสือยากๆ ได้เร็ว 
 
Try it !
อ่านนิทานให้ฟัง เลือกเรื่องราวที่อ้างอิงวิชาการ เช่น ประวัติคนสำคัญต่างๆ
 
 
ด้านคณิตศาสตร์ 
 
    - ชอบอ่านประวัติและผลงานของนักคณิตศาสตร์ที่มีชื่อเสียง
 
    - สนใจศึกษาเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับตัวเลข เช่น ปฏิทิน เวลา แผนภูมิ เป็นต้น
 
    - ชอบเล่นตัวต่อยาก ๆ หรือของเล่นที่เกี่ยวกับการสร้างรูปทรง
 
    - เข้าใจความหมายของจำนวนและตัวเลขอย่างรวดเร็ว 
 
Try it ! หาของเล่นที่เกี่ยวข้องกับตัวเลข ลองให้ลูกบวก-ลบตัวเลขบ่อยๆ
 
 
ด้านวิทยาศาสตร์

    - กระหายใคร่รู้ว่าสิ่งต่างๆ ทำงานได้อย่างไร
 
    - ชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับสิ่งประดิษฐ์หรือการผลิตสิ่งต่างๆ หรือหนังสือเกี่ยวกับ ธรรมชาติ
 
    - ชอบอ่านหนังสือประเภทสืบสวนและแก้เกมปัญหาต่างๆ
 
    - ชอบตั้งคำถามที่ตอบได้ยาก เช่น โลกเกิดได้อย่างไร 
 
Try it ! ตั้งคำถามถาม-ตอบกับลูกบ่อยๆ หนังสือของลูกควรเป็นเรื่องประวัติการประดิษฐ์ของโลก

 
ด้านภาษา 
 
    - พูดได้เร็วกว่าเด็กในวัยเดียวกัน
 
    - ชอบท่องและจดจำศัพท์ บทนิพนธ์ โคลง กลอนต่างๆ
 
    - สนใจอ่านทุกอย่างที่ผ่านพบ เช่น ป้ายชื่อ หรือป้ายข้อความต่างๆ
 
    - เขียนหนังสือได้ก่อนเด็กวัยเดียวกัน 
 
Try it ! ส่งเสริมด้านการอ่าน เช่น นิทาน และการขีดเขียน 


ด้านผู้นำ 
 
    - ชอบเป็นผู้นำกลุ่ม

    - เป็นคนมีอารมณ์ขัน

    - ชอบอาสาจัดการในทุกเรื่อง

Try it ! เปิดโอกาสให้ลูกทำงานเป็นทีม

ด้านศิลปะ
 
    - ชอบขีดเขียน วาดภาพ แกะสลักหรือทำกิจกรรมเกี่ยวกับ ศิลปะ

    - สนใจเรื่องสี ความงดงามของภาพวาดหรืองานทางศิลปะ

    - ชอบและสนใจร่วมกิจกรรมทางศิลปะ
 
Try it ! สีและกระดาษควรหามาไว้ในบ้าน หรือพาไปดูงานศิลปะ

 
ด้านดนตรี

    - ชอบดนตรีเป็นชีวิตจิตใจ กระตือรือร้นที่จะเข้าร่วมกิจกรรมทางดนตรี

    - ชอบศึกษา ติดตามประวัติและผลงานของนักดนตรีที่มีชื่อเสียง

    - ชอบร้องเพลง เล่นดนตรี หรือแต่งเพลง
 
Try it ! หาของเล่นที่เป็นเครื่องดนตรี เปิดเพลงฟังบ่อยๆ

ด้านกีฬา
 
     - สนุกสนานกับการเคลื่อนไหว ออกกำลัง เช่น การวิ่ง การกระโดด การปีนป่าย

     - สนใจอ่านและติดตามข่าวกีฬาหรือนักกีฬาที่ตนเองชอบ
 
     - กระตือรือร้นที่จะเข้าร่วมกิจกรรมกีฬา

      - ชอบใช้เวลาว่างในการเล่นกีฬา
 
Try it ! พาลูกไปเล่นกีฬากลางแจ้ง สนับสนุนพาไปดูกีฬาหลายๆแบบ
 

ส่งเสริมความถนัดให้ถูกทาง
Do
     - สร้างสิ่งแวดล้อมที่กระตุ้นให้ลูกได้แสดงความสามารถ ความถนัดออกมา หรือเปิดโอกาสให้ลูกได้แสดงออก
     - สังเกต สื่อสารและทำความเข้าใจกับลูก เพราะถ้าไม่มีคนเข้าใจ เด็กที่พัฒนาในด้านใดด้านหนึ่งเร็วอาจรู้สึกโดดเดี่ยว เพราะพูดกับเพื่อนวัยเดียวกันไม่รู้เรื่อง
     - ฟังเหตุผลจากลูกมากๆ เช่น อย่าเพิ่งตัดสินใจว่าลูกไม่ดีที่ไม่ยอมเรียนหนังสือแต่ไปหัดเล่นดนตรี แต่ควรจัดตารางเวลาให้ลูกเรียนดนตรีมากขึ้นตามความถนัด 
 
Don"t
     - ทำลายความถนัดของลูกโดยไม่รู้ตัว ใช้คำพูดเช่น "เก่งนักหรือไง ซ่านักหรือ อาจทำให้ลูกไม่กล้าแสดงความเก่ง     ออกมา" 
     - ปล่อยให้การส่งเสริมความถนัดของลูกเป็นเรื่องของโรงเรียน แต่ควรเริ่มต้นที่บ้านด้วย 
 
ส่งเสริมลูกตามความถนัดแบบ Gifted Child 
 
หลังจากที่คุณแม่พบแล้วว่าลูกมีความถนัดด้านไหน คุณแม่อาจจะสังเกตลูกอย่างลึกซึ้งลงไปอีกว่า ลูกมีความถนัดมากกว่าเด็กคนอื่นๆ ในวัยเดียวกันหรือไม่ ถ้าใช่ ลูกคุณแม่อาจเป็นเด็กที่มีความสามารถพิเศษก็ได้ค่ะ ซึ่งถ้าคุณแม่คิดว่าลูกคุณแม่อยู่ในข่ายเด็ก Gifted child หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
 
- ศูนย์อัจฉริยภาพ สภากาชาดไทย โทร.0-2252-7811
- ศูนย์แห่งชาติเพื่อพัฒนาผู้มีความสามารถพิเศษ โทร.0-2243-7818, 0-266-87123 ต่อ 2525, 2533
- ศูนย์พัฒนาอัจฉริยภาพ (มศว.) โทร.0-2260-2601, 0-2664-1000 ต่อ 5632
- www.thaigifted.org  

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2009-08-21 00:04:45 IP : 124.122.176.232


ความคิดเห็นที่ 2 (1975929)

4 Codes for Smart Kids


มาช่วยกันไข 4 รหัสพิเศษที่จะนำพาเจ้าหนูไปสู่ความฉลาดและเก่งรอบด้านตามวัย ด้วยการเล่น ความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ และการสร้างแรงบันดาลใจกันค่ะ

1. Go smart with playing
 
การเล่น เป็นความต้องการของเด็กโดยธรรมชาติ เพราะการเล่นคือประสบการณ์ที่สนุกและท้าทาย ช่วยวางรากฐานการเรียนรู้และส่งเสริมพัฒนาการทุกด้าน ทั้งร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา มีงานวิจัยพบว่าการเล่นช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองโดยตรงเพราะในขณะที่เด็กเล่น สมองจะพัฒนาผ่านเกิดกระบวนการเรียนรู้ นอกจากนี้การเล่นยังก่อให้เกิดจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ของเล่นเพียงชิ้นเดียวเด็กสามารถเปลี่ยนรูปแบบการเล่นมากมาย และการเล่นซ้ำๆ จะทำให้เขารู้จักกับสิ่งนั้นๆ มากขึ้น จนสั่งสมเป็นความชอบนำไปสู่แรงบันดาลใจได้
 
How to play : ห้องเรียนในร่มและกลางแจ้งคือโลกการเล่นที่สนุกและได้ประโยชน์มหาศาล
 
     * ตามหาสมบัติ โดยคุณพ่อคุณแม่นำของเล่นไปซ่อนไว้ในสวนหลังบ้าน แล้วเขียนแผนที่ให้คุณลูกๆ สวมบทบาทนักผจญภัยช่วยกันตามหาสมบัติ
 
     * การเล่นเกิดขึ้นด้วยงานศิลปะ เริ่มจากช่วยกันเก็บกิ่งไม้ที่สวน ออกแบบหน้ากากบนกระดาษ แล้วนำใบไม้หรือกิ่งไม้มาติดตกแต่ง
 
2. Go Smart with Imagination
 
จินตนาการ คือกระบวนการการสร้างภาพในสมอง เป็นทักษะเบื้องต้นของความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการจะช่วยทำให้เขามั่นใจในตัวเอง กล้าคิด และมีทักษะการคิดที่ดี สามารถแก้ปัญหาได้ เช่น เด็กๆ มักสร้างเพื่อนในจินตนาการขึ้นมาคอยปกป้องเขาเวลาที่เกิดความกลัว หรือเป็นเพื่อนเล่นยามเหงา
 
How to Imagine : สร้างบรรยากาศที่กระตุ้นให้เกิดจินตนาการ
 
    *  เกมทายส่งของในความมืด วิธีเล่นนำผ้าปิดตาเด็กๆ เติมความตื่นเต้นด้วยเสียงเพลงเบาๆ นำสิ่งของมาให้เขาสัมผัสและทายว่าสิ่งนั้นคืออะไร ฝึกจินตนาการ กระตุ้นประสาทสัมผัส
 
     * เตรียมอุปกรณ์ที่หลากหลายให้เขาเล่นสมมติตามจินตนาการ เช่น หน้ากากต่างๆ ถุงมือรูปสัตว์ แว่นขยาย
 
     * การอ่านหนังสือหรือนิทาน คือ เครื่องมือชั้นเยี่ยมให้เด็กๆ เกิดจินตนาการไม่รู้จบ
 
3. Go Smart with Creativity
 
ความคิดสร้างสรรค์ คือการคิดที่เชื่อมโยงจากจินตนาการนอกเหนือจากกรอบที่วางเอาไว้ เด็กทุกคนมีความคิดสร้างสรรค์อยู่ในตัวเอง ขึ้นอยู่กับว่าได้รับการเลี้ยงดูส่งเสริมอย่างไร และจังหวะที่ดีในการกระตุ้นเด็กเกิดความคิดสร้างสรรค์คือช่วงปฐมวัยเพราะวัยนี้จะเริ่มมีความคิดเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น เด็กที่ได้รับการกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์จะเป็นคนกระตือรือร้นสนใจสิ่งต่างๆ และแก้ปัญหาได้อย่างหลากหลาย
 
How to Creative : การให้อิสระทางความคิดแก่เขา ให้เขาพูดและทำในสิ่งที่เขาคิด และสร้างบรรยากาศให้เขาใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่
 
     * เนรมิตพื้นที่แสดงความคิดสร้างสรรค์ เช่น ของเล่น หนังสือนิทาน หรืออุปกรณ์ศิลปะ กระดาษแผ่นยักษ์ สีน้ำ
 
     * กิจกรรม Cooking ให้เขาคิดเมนูอาหาร หรือเลือกวัตถุดิบด้วยตัวเอง แล้วตกแต่งหน้าตาให้สวยงาม
 
     * การตั้งคำถามให้ลูกได้แสดงความคิดเห็น ตั้งข้อสมมติ และค้นหาคำตอบ ที่สำคัญคุณควรเรียนรู้ไปพร้อมกันกับลูกค่ะ เพื่อให้รู้ว่าสิ่งไหนที่ลูกสนใจ และคุณพ่อคุณแม่ควรส่งเสริม
 
4. Go Smart with Inspiration
 
ความใฝ่ฝันของเด็กๆ เริ่มต้นจากแรงบันดาลใจที่อยู่ภายใน จะเห็นได้ว่าบุคคลที่ประสบความสำเร็จล้วนมีแรงผลักมาจากแรงบันดาลใจทั้งสิ้น เช่น ไอน์สไตน์ที่ได้ของขวัญเป็นเข็มทิศจากพ่อ ทำให้เขาสงสัยว่าทำไมเข็มทิศชี้จึงไปทางทิศเหนือตลอดเวลา นี่เป็นแรงบันดาลใจให้ไอน์สไตน์หาคำตอบจนสำเร็จ
 
How to Inspire : จะดีแค่ไหนคะ ถ้าคุณจะเริ่มเสริมสร้างแรงบันดาลใจให้เจ้าตัวเล็กตั้งแต่วันนี้
 
     * มองหาสิ่งที่ลูกชอบแล้วส่งเสริมให้ถูกทางค่ะ เช่น ลูกชอบเล่นกีฬา อาจลองถามลูกว่าสนใจกีฬาทางด้านไหนเป็นพิเศษ หรือมีนักกีฬาคนไหนบ้างที่ลูกชื่นชอบ เพื่อหาต้นแบบสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกค่ะ
 
     * บางครั้งแรงบันดาลใจอาจมาจากบุคคลใกล้ตัว ลองเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับอาชีพของคุณพ่อคุณแม่ให้ลูกฟัง ให้ลูกมีประสบการณ์ที่หลากหลาย
 
     * พาเขาไปแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายเพื่อให้เขาค้นพบสิ่งที่ชอบจริงๆ
 
      ทั้ง 4 ส่วนล้วนมาจากการเชื่อมโยงสรรพสิ่งรอบตัว หล่อหลอมให้พี่ใหญ่วัยประถมหรือน้องเล็กวัยอนุบาลเป็นเด็กเก่งรอบด้านได้ด้วยฝีมือของคุณพ่อคุณแม่เองค่ะ

จาก: นิตยสาร Kids & School
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2009-08-21 00:06:01 IP : 124.122.176.232


ความคิดเห็นที่ 3 (1977197)

คุณแม่ต้องขอบคุณทางโรงเรียนสำหรับบทความที่ดีๆ ทำนำมาให้อ่านกัน  คุณแม่กำลังหาบทความแนวนี้อยู่พอดี เพราะกำลังรู้สึกกังวลว่าเอ๊ะ น้องเกรซเป็นเด็กหลังห้องหรือเปล่านะ  และบางครั้งเกือบจะเผลอกดดันลูกมากไป  และตั้งสติและคิดว่าลูกเราก็เก่งเหมือนกัน แต่อาจจะเก่งในด้านอื่น และไม่เร่งรีบ เพื่อสร้างความรู้สึกดีๆในการที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ

ผู้แสดงความคิดเห็น แม่น้องเกรซ (jeab_aa-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2009-08-25 10:55:09 IP : 124.120.103.227


ความคิดเห็นที่ 4 (2106722)

replica louis vuitton handbags replica handbags Giving the gift of a brand name louis vuitton coming on their own way and it is louis vuitton replica louis vuitton.

ผู้แสดงความคิดเห็น kayla (set-at-mail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-09-10 18:48:38 IP : 125.126.157.28



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.