ReadyPlanet.com


โลกทัศน์แคบ ๆ ของผู้ใหญ่ ... ปิดกั้นความคิดหนู


อย่าทำให้ความคิดหนูฝ่อ

 

โดย: กองบรรณาธิการรักลูก

 

อย่าปล่อยให้โลกทัศน์แคบๆแบบผู้ใหญ่มาทำให้ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กๆหายไป

 

"โอ๊ย.. นี่น้องพี..ทำไมทำอะไรเลอะเทอะไปหมดอย่างนี้ น่าตีมือจริงๆเลย!"

บ่อยทีเดียวที่พ่อแม่มักต้องเผชิญกับภาพยุ่งๆประเภท--สีเทียนขีดเครื่องหมายเลอะๆบนผนังห้อง กาวติดเกรอะกรังอยู่บนโต๊ะ เศษกระดาษกระจัดกระจายตามพื้นห้อง และอะไรยุ่งๆอีกหลายอย่าง เรามักลืมความคิดสร้างสรรค์ของเด็กๆไป อาจเพราะโกรธ รำคาญใจ หรืออะไรนี่แหละที่บดบังนัยน์ตาเราจนมองไม่เห็นความคิดสร้างสรรค์ดีๆของเด็กเอาเลย

 

เรามักจะอารมณ์เสียและอาจลุแก่อารมณ์ จนหลุดคำพูดที่น่าสะเทือนใจออกมา"นั่นน่ะไม่ได้เรื่องเลย" "ลูกซนไม่เข้าท่า" "ทำไมชอบทำอะไรโง่ๆอย่างนี้นะ""หาเรื่องยุ่งให้แท้ๆเชียว" ทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องเลวร้ายไปเสียหมด เด็กๆย่อมชะงักกับการตอบกลับมาของผู้ใหญ่ ใจดวงน้อยฝ่อลงแน่ๆ ทั้งยังไปสกัดกั้นความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขาอย่างไม่ต้องสงสัย

 

ยิ่งการตอบกลับทางลบของผู้ใหญ่มีมากเท่าใด ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กน้อยก็ยิ่งติดลบมากขึ้นเท่านั้น การตอบกลับ หรือ สะท้อนกลับ ของผู้ใหญ่เป็นสิ่งสำคัญมาก จึงต้องระมัดระวังเพราะอาจไปกระทบกับความรู้สึกของเด็กน้อยได้ ลองดูตัวอย่างข้อสอบของเด็กอนุบาลแห่งหนึ่ง ซึ่งให้เลือกตอบข้อที่ถูกที่สุดนี้ค่ะ


- สัตว์ที่บินไม่ได้
ก.นก ข.ผีเสื้อ ค.ปลา ง.ไม่มีข้อถูก

 

 

เด็กน้อยคนหนึ่งเลือกข้อ ง. เหตุผลก็คือ หนูน้อยเคยรู้มาว่าปลาบางชนิดบินได้ และเคยเห็นด้วยตาจริงๆเมื่อครั้งไปเที่ยวทะเล หรือเคยเห็นมาจากหนังสารคดี แต่ครูยังยืนยันจะให้ผิด ในกรณีเช่นนี้เท่ากับความคิดสร้างสรรค์ของเด็กถูกลงโทษไปแล้ว

 

และบางครั้งก็ถูกกากบาทหรือคว่ำบาตร เพราะถูกมองว่าประหลาดจากคนอื่น หรือถูกตีตราว่าเพี้ยนด้วยซ้ำ เพีบงเพราะผู้ใหญ่ยึดติดกับความคิดที่ว่า "เด็กต้องเป็นเด็ก" จนเกินไป

 

แต่คุณช่วยเสริมความคิดสร้างสรรค์ของลูกได้ค่ะ โดยพยายามเข้าใจลูกว่าเขาต้องการสื่ออะไรออกมา หลายครั้งมันอาจดูประหลาดหรือเกินจริงไปบ้าง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรมิใช่หรือ และอย่าตำหนิขณะที่เด็กน้อยกำลังทำกิจกรรมนั้นๆอยู่ หรือหากกลัวว่าเด็กจะทำไม่ไหว ควรให้กำลังใจหรือช่วยบ้าง..แค่นี้จริงๆค่ะ ก็เรียกกำลังใจและจุดไฟความคิดให้เด็กๆได้มากโข


**********************

ข้อมูลจาก
สอนลูกให้รู้จักสร้างสรรค์ , กิติกร มีทรัพย์
Family-Friendly Communication for Early Chilhood Programs ,
Deborah Diffily

 

 

จาก: นิตยสารรักลูก



ผู้ตั้งกระทู้ Admin :: วันที่ลงประกาศ 2009-08-21 00:02:03 IP : 124.122.176.232


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (1975930)

ไอน์สไตน์น้อยของแม่

โดย: ซอมพอ


ลูกของแม่คือไอน์สไตน์ตัวน้อยแสนน่ารักเสมอ



รู้จักเด็กแอลดี

LD ย่อมาจาก Learning Disability หมายถึงภาวะที่เด็กมีความบกพร่องในการเรียนรู้ โดยที่ตัวเด็กเองไม่ได้ปัญญาอ่อน แต่เพราะสมองทำงานผิดปกติ จึงทำให้เด็กเรียนไม่ได้ตามศักยภาพที่มีอยู่ ซึ่งจะแสดงออกมาเป็นความบกพร่องทางการฟัง การพูด การเขียน การคำนวณ เป็นต้น กรณีที่มีปัญหาด้านการเขียน เด็กแอลดีก็จะเขียนตัวหนังสือไม่เหมือนเด็กคนอื่นๆ คือเขียนสลับด้านโดยหันหัวไปทางขวาแทนที่จะเป็นทางซ้าย

ปัญหาสำคัญของเด็กแอลดีคือความเข้าใจจากคนรอบข้าง จะว่าไปเขาก็เหมือนเด็กปกติคนหนึ่ง เพียงแต่การเรียนรู้เท่านั้นที่แตกต่างจากคนอื่น ถ้าไม่สังเกต หรือไม่ใกล้ชิดบางทีเราแทบจะไม่รู้ว่าเขาเรียนไม่ได้ เด็กบางคนผลการเรียนย่ำแย่ สอบตก อาจถูกตราหน้าว่า"โง่" แต่ถ้าทุกฝ่ายเข้าใจ ให้การช่วยเหลือ และปรับวิธีการสอน เด็กก็จะรู้สึกดีต่อสิ่งรอบข้าง และรู้สึกดีต่อตัวเองว่าเขาก็สามารถเรียนได้ ไม่ได้โง่อย่างที่คนอื่นเข้าใจ

"นิวเขาชอบเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ค่ะ เขามักจะสงสัยอะไรไม่เหมือนชาวบ้านเขา เวลาตั้งคำถาม บางทีทำเอาครูอึ้งไปเลยเหมือนกัน" เสียงแม่เล่าให้คุณน้าที่มาคุย ด้วยฟัง แม่บอกว่าคุณน้าเขาอยากรู้เรื่องราวของนิว เฮ้อ..นี่ก็อีกคนแล้ว


นิวเป็นเด็กผู้ชายที่พิเศษกว่าเด็กคนอื่นๆ แม่จะบอกอย่างนี้เสมอๆ ความพิเศษของนิวต้องย้อนความไปตั้งแต่นิวเกิด เมื่อ 12 ปีก่อนโน่นแน่ะ แม่เล่าว่าระหว่างคลอดนิว ทุลักทุเลพอควร ทั้งหนาวสั่นในระหว่างให้น้ำเกลือผสมยาเร่งคลอด พอหมอมาตรวจก็พบขี้ เทาในน้ำคร่ำ ซึ่งแสดงว่าเด็กขาดออกซิเจน แถมตอนคลอดก็ต้องใช้คีมช่วยคลอดอีก เพราะ แม่อ่อนล้าและนิวตัวใหญ่มาก น้ำหนักตั้ง 3,750 กรัม และตัวเขียว ต้องให้ออกซิเจนกันอีกรอบ
ยิ่งแม่มีอาชีพเป็นพยาบาลเอง ก็ยิ่งกังวลหนักเพราะรู้มาว่าอาจมีผลต่อสมองของนิวได้..แล้วความกังวลที่ว่า ก็เป็นจริง พอ 10 ชั่วโมงให้หลัง แม่ขอให้นิวมากินนมแม่ ตอนนั้นเองที่สังเกตได้ถึงความผิดปกติครั้งแรก นิวดูดนมแม่ก็จริง แต่นมไหลเลอะเทอะเต็มปากไปหมด เพราะมีปัญหาเรื่องการกลืน กลืนได้ไม่ดีเลยจนอายุ 2 เดือน ถ้านิวจำความได้ ต้องยกนิ้วให้กับความอดทนและความรักของแม่เลยละ ก็แม่อุตส่าห์ใช้หลอดหยอดตาหยอดนมเข้าปากนิวทีละนิด ทุกๆ 5 นาที "กินน้อยๆแต่ให้บ่อยๆ" แม่คิดของแม่อย่างนี้

จากความพิเศษเรื่องการกลืน เท่านั้นยังไม่พอ พอนิวโตขึ้นก็ยิ่งเห็นความพิเศษชัดเจนขึ้นหลายอย่าง อาจเพราะมีพี่สาวที่แก่กว่ากันเกือบ 2 ปีให้เปรียบเทียบด้วย ขณะที่พี่ สาวมีพัฒนาการตามลำดับขั้นตอนเหมือนเด็กปกติทั่วไป แต่นิวกลับล่าช้ากว่าเขาเพื่อน ทั้งคว่ำ คลาน นั่ง ตลอดจนการพูด กว่าจะพูดได้ก็ปาเข้าไป 2 ขวบ พอพูดเป็น ก็พูดน้อย เป็นคำๆ แถมยังต้องปรับตัวอยู่ตั้งนานกว่าจะรู้จักหัดกลั้นปัสสาวะ อุจจาระ ไม่ทำเลอะเทอะในห้องเรียนได้
พอถึงวัยต้องเข้าโรงเรียน นิวจะอาศัยวิธีเรียนรู้ปกติแบบชาวบ้านเขาไม่ได้ โดยเฉพาะการอ่านการเขียนอะไรที่ยาวๆ ขืนให้นิวสะกดคำแบบคนอื่น อย่างนั้นล่ะเสร็จเลย เพราะจะงงทุกที จนคุณครูฟ้องแม่บ่อยๆว่า"นิวเป็นอะไรก็ไม่รู้ค่ะ พอให้เขียน จะชอบเหม่อลอยทุกที" แต่ถ้าเป็นตัวเลข หรือรูปภาพ แบบนั้นนิวพอจะเข้าใจ

ส่วนอาการอื่นที่หลายคนบอกว่าแปลกกัน อย่างเช่น ชอบทำทุกอย่างซ้ำในเวลาเดิม ตื่นนอนต้องตีสี่ครึ่ง แต่งตัวเวลานี้ แล้วค่อยกินข้าวเวลานั้น หากมีเหตุให้ต้องเปลี่ยนแปลงเวลา หรือสลับกิจวัตร นิวจะอารมณ์เสีย ออกอาการโวยวายทุกที เมื่อคราวต้องย้ายบ้านไปอยู่ที่ใหม่ก็เหมือนกัน ต้องปรับตัวตั้งนานกว่าจะทำใจยอมรับได้ และนิวยังอารมณ์ร้อน ขี้หงุดหงิดง่าย หากใครมาล้อ หรือไม่พยายามที่จะเข้าใจในตัวเขา แรกๆเพื่อนบางคนอาจงงว่านิวเป็นอะไร ทำไมถึงไม่เก็บอารมณ์ พอโมโหก็เล่นล้มโต๊ะเสียงดังครืน กับอีกแบบหนึ่ง คือ ยอมเห็นความไม่ถูกต้องไม่ได้ โดยเฉพาะเศษขยะที่โรงเรียน ถ้านิวเห็นเมื่อไรจะต้องรีบลุกขึ้นเก็บทันที จนแม่กลัวคนที่เขาเห็นจะหาว่าลูกบ้าเหมือนกัน

แต่ในทุกความพิเศษของนิว แม่บอกว่าอาจเป็นความโชคดีด้วยอย่างหนึ่ง ที่แม่มองเห็นตั้งแต่ต้น และไม่ได้นิ่งนอนใจ นิวช้าในเรื่องไหน แม่ก็พยายามกระตุ้นเท่าที่จะกระตุ้น ได้ นิวไม่ยอมกลืน แม่ก็ใช้นิ้วกวาดลิ้น ไม่ยอมสบตา แม่ก็จับมาเล่นจ๊ะเอ๋ ไม่ยอมนั่งก็จับมาพิงเข่า อ่านนิทานให้ฟัง และอ่านเรื่อยมาจนโต จนติดนิสัยรักการอ่าน กล้ามเนื้อมัดเล็กไม่แข็งแรง แม่ก็ให้ปั้นแป้งโดว์ หรือปั้นดินน้ำมันเล่น ไม่ก็ให้จับพู่กันระบายสีสนุกๆ แม่ทำไปทั้งที่ตอนนั้นแม่ไม่รู้ว่านิวมีอาการของเด็ก LD (Learning disability)บกพร่องทางการ เรียนรู้ และออทิสติกเลยด้วยซ้ำ เนื่องจากเมื่อไปปรึกษาหมอ หมอมักจะบอกว่านิวแค่มีพัฒนาการล่าช้าเท่านั้น ต่อเมื่อนิวเริ่มเข้าเรียนชั้นป.1 แล้วสังเกตเห็นความผิดปกติในการเรียนรู้มากขึ้นเท่านั้นแหละ แม่จึงเอะใจกลับไปหาหมออีกครั้งหนึ่ง คราวนั้นเองจึงได้รู้ว่านิวเป็น LD

ถ้าถามว่าแม่เสียใจไหมที่รู้คำตอบ แม่ว่าแม่ไม่เสียใจนะ เพราะแม่ทำใจยอมรับมาแต่ต้น นิวจะเป็นอย่างไร แม่ก็ยอมรับว่านิวเป็นนิว เป็นลูกของแม่ แม่มักจะพูดกับใครต่อใครเสมอว่า "การยอมรับในตัวเด็กนี่สำคัญที่สุด ถ้าทุกคนที่อยู่รอบข้างเข้าใจและยอมรับเขา ทุกอย่างมันคลี่คลายได้ แล้วเด็กจะใช้ชีวิตออยู่ในสังคมอย่างมีความสุข โดยที่เขาไม่รู้สึกว่าเขาเป็นตัวประหลาด..เราก็นึกว่าเขาเป็นไอน์สไตน์สิคะ" ไอนสไตน์เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เก่ง คิดสร้างประโยชน์ให้กับชาวโลกมากมาย แต่ไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นแอลดี อยู่ โรงเรียนเคยถูกตราหน้าว่าโง่ด้วยซ้ำ จนแม่เขาต้องเอาออกมาสอนเอง จนประสบความสำเร็จในที่สุด..นี่แหละผลของความเข้าใจและยอมรับตัวเดียว

นิวว่านอกจากคนในครอบครัว คือ แม่ พ่อ พี่สาวของนิว คุณหมอ และญาติพี่น้อง แล้ว ก็มีอาจารย์ใหญ่ คุณครู เพื่อนๆนิว เพื่อนๆแม่ที่ทำงานนี่แหละ ที่พร้อมจะเข้าใจ แรกๆ อยู่โรงเรียน นิวโดนเพื่อนล้อออกบ่อย พอแม่ไปอธิบายให้อาจารย์ใหญ่ฟัง แค่อาจารย์ใหญ่เปิดใจคนเดียว ก็ส่งผลไปถึงอาจารย์ท่านอื่นๆ และเพื่อนๆคนอื่นตามมา ทำให้ทุกวันนี้นิวจึงไปโรงเรียนอย่างมีความสุข มั่นใจที่จะเดินออกมาจากโลกของตัวเอง ซึ่งแม่เองยังงง เพราะเห็นการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในตัวนิว เช่น ช่างพูด ช่างถามมากขึ้น บ่อยครั้งหลายคำถามทำเอาครูงง เพราะนิวจะช่างสังเกตไม่เหมือนเด็กอื่น อย่างไปทัศศึกษาที่สวนสยามด้วยกัน คนอื่นเขาจะไม่สงสัยหรอกว่าทำไมนาฬิกาที่สระว่ายน้ำไม่มีเข็ม มีก็แต่นิวคนเดียวเท่านั้นที่ถาม

ส่วนการเรียนรู้ที่เคยเป็นปัญหา หลังจากปรับวิธีการใหม่ด้วยการแนะนำจากอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา พิเศษ มศว.ประสานมิตร นิวก็ยิ่งปรับตัวได้ดีขึ้น ในแง่ พฤติกรรมเอง ก็ส่งผลดีอย่างน่ามหัศจรรย์ รู้จักเก็บอารมณ์ อาการสมาธิสั้นลดน้อยลง
ล่าสุดแม่พานิวไปตรวจ หมอบอกว่าสงสัยนิวจะเป็น PDD(Panvasive Development Disorder) แม่งงๆไปเหมือนกัน กลัวไปสารพัดอีกตามเคย แต่ใจหนึ่งก็ชื้นขึ้นเมื่อ ดร.เบญจา ชลธาร์นนท์ ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษ สถาบันราชภัฎสวนดุสิต บอกว่าเป็นเรื่องของพัฒนาการทั้งหมดของเด็กที่ถูกกระทบเป็นลูกโซ่ไปทุกๆ เรื่อง ถามว่าเด็กที่เป็นจะมีโอกาสหายหรือไม่ แม้คำตอบจะออกมาว่า "ไม่" ก็จริง แต่สามารถฝึกและกระตุ้นพัฒนาการให้เหมือนคนปกติได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม ครอบครัว เพื่อน สังคม ก็คงเหมือนเด็กที่กระดูกหัก แล้วเข้าเฝือก พอกระดูกเชื่อมติดกัน(คือผ่านการฝึกฝน และกระตุ้นพัฒนาการ) สามารถถอดเฝือกออกได้ เขาก็จะเหมือนเด็กปกติคนหนึ่ง เฮ้อ..โล่ง อกไปที

แต่การถอดเฝือกของนิวจะราบรื่นหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับคนรอบข้าง และสังคมเสียเกินกว่าครึ่ง ทีนี้ก็คงต้องอาศัยหัวใจของคุณๆแหละค่ะว่าจะเปิดใจกว้างแค่ไหน


จาก: นิตยสารรักลูก
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2009-08-21 00:07:00 IP : 124.122.176.232


ความคิดเห็นที่ 2 (2106608)

wefts hannah montana wigs longer looking hair Weaves of most wigs Asian hair prices are less lace front wigs human braiding hair.

ผู้แสดงความคิดเห็น linda (james-at-mail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-09-10 18:28:57 IP : 125.126.157.28



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.