ReadyPlanet.com


ปรับตัวขนานใหญ่ เมื่อเข้าวัยประถม


ปรับตัวขนานใหญ่ เมื่อเข้าวัยประถม


โดย: อรุณเบิกฟ้า

 

ขึ้นชั้นใหม่ ตัวเล็กของพ่อแม่ปรับตัวได้ดีแค่ไหน

 

 

ลูกจะสามารถปรับตัวให้โตได้ทันทีที่ขึ้นชั้นประถมหรือไม่ ลองมาสวมหัวใจเป็นเด็กวัย 7-8 ขวบดูบ้างไหมว่าพวกเขาจะต้องเผชิญกับเรื่องอะไรบ้าง...


1.โรงเรียนใหม่

จากโรงเรียนเดิมที่เป็นโรงเรียนอนุบาลเล็กๆ อบอุ่น มีมุมของเล่น เครื่องเล่นสนามที่แสนสนุกสนาน เปลี่ยนเป็นโรงเรียนที่ใหญ่ขึ้น อาจใหญ่ถึงขั้นมีชั้นมัธยมปลาย นักเรียนเป็นพัน สภาพอาคารเรียนก็ใหญ่โตขึงขัง น่าเกรงขาม บางโรงเรียนอาจเป็นตึกหลายชั้น เครื่องเล่นของเล่นไม่มีอีกแล้ว อะไรๆ ก็ดูแปลกหูแปลกตา ไม่คุ้นเคยไปเสียทั้งนั้น ถึงจะรู้แล้วเถอะว่าห้องเรียนอยู่ที่ไหน แต่พอขึ้นชั้นประถมนี่ไม่มีครูมาคอยบอกคอยดูแล เด็กๆ ต้องช่วยเหลือตัวเองทุกเรื่อง ห้องน้ำ โรงอาหาร สนามกีฬา จะไปยังไง ไปกับใคร ไปแล้วจะกลับมาที่ห้องเรียนถูกหรือเปล่า นึกแล้วก็น่าหวั่นเสียจริงๆ


2.ครูคนใหม่

สมัยอยู่อนุบาลคุณครูใจดีทั้งนั้น แต่พอขึ้นชั้นประถม คุณครูก็เอาแต่สอนๆๆๆ อะไรที่เข้าใจยาก คอยแต่กำกับว่าเด็กๆ จะทำงานเสร็จในเวลาที่กำหนดหรือเปล่า แล้วไหนจะเจอคุณครูที่ไม่คุ้นกันอีก เพราะต้องเรียนวิชาที่หลากหลายขึ้น แตกต่างกันทั้งหน้าตา นิสัยและบุคลิก โดยเฉพาะครูในชั้นประถมนี้จะเอาจริงเอาจังกับการสอนเสียจนไม่มีเวลาเอาใจใส่เด็กๆ


3.เพื่อนใหม่

การยอมรับจากเพื่อนเป็นสิ่งสำคัญมาก ถ้าเขาเข้ากับเพื่อนใหม่ไม่ได้ หรือถูกล้อเลียน ถูกรังแก ก็จะทำให้เขาไม่มีความสุขกับโรงเรียนไปเลย ยิ่งถ้าเป็นคนขี้อาย ปรับตัวยากด้วยแล้ว จะรู้สึกอึดอัดลำบากใจในการหาเพื่อนใหม่มากขึ้น

 
4.การเรียนแบบใหม่

เด็กๆ ต้องเผชิญกับการเรียนที่เอาจริงเอาจังและเป็นวิชาการมากขึ้น เคยได้ทำกิจกรรมที่หลากหลายตอนอยู่ชั้นอนุบาล ก็ต้องนั่งอยู่กับโต๊ะนานๆ ใช้เวลาอยู่ในห้องเรียนนานขึ้น กลับถึงบ้านช้าลง แล้วยังจะมีการบ้านอีกมากมายที่ต้องทำเสร็จให้ตรงเวลาอีก เฮ้อ...แค่นึกก็เครียดแทนแล้วล่ะค่ะ


5.กฎระเบียบใหม่ๆ

เช่น ต้องไปให้ทันออดเข้าเรียน ต้องจัดตารางสอนและเตรียมอุปกรณ์การเรียนให้ครบ ต้องส่งการบ้าน ต้องแต่งกายให้เรียบร้อย ต้อง...ต้อง...ต้อง มีอะไรให้เขาต้องจำ และต้องทำเยอะแยะไปหมด


6.กิจวัตรใหม่

เด็กวัยประถมจะใช้เวลาอยู่ที่โรงเรียนนานขึ้น และมีเวลาว่างน้อยลง ตารางเวลาทั้งวันเต็มไปด้วยการเรียนจนไม่มีเวลาเล่น แถมยังต้องทำอะไรตามตารางเป๊ะๆ เกือบตลอดเวลา ต่างกับตอนอนุบาลที่มีอิสระมากกว่า ดังนั้น ในช่วงแรกเขาย่อมเหนื่อยและหงุดหงิดเป็นธรรมดา ที่สำคัญ จากคนที่เคยเป็นพี่ใหญ่ในโรงเรียนอนุบาล กลายมาเป็นเด็กเล็กที่สุดในโรงเรียนประถม ก็คงต้องปรับตัวกันไม่น้อยเลยล่ะค่ะ


สัญญาณของปัญหา

ถ้าลูกปรับตัวเข้ากับโรงเรียนไม่ได้ อาจจะมีสัญญาณบางอย่างที่บอกให้พ่อแม่รู้ เช่น อาการเจ็บป่วย โดยไม่ทราบสาเหตุ เช่น ปวดท้อง อาเจียน ฝันร้าย ฉี่รดที่นอน หรือแสดงอาการต่อต้านโรงเรียนอย่างเห็นได้ชัด เช่นต้องถูกลากขึ้นรถโรงเรียนแทบทุกวัน หรือโทรศัพท์จากที่โรงเรียนกลับบ้านบ่อย ๆ


อาการบ่นหรืออิดออดเล็กๆ น้อยๆ ถือเป็นเรื่องปกติค่ะ เด็กอายุ 5-10 ขวบ จะรู้สึกทรมานใจที่ต้องถูกพรากจากบ้าน แต่อีกหน่อยก็จะหายไปเอง เมื่อเขาค่อยๆ ปรับตัวได้


แต่ใครๆ ก็ย่อมอยากให้ลูกมีความสุขกับโรงเรียนโดยเร็วที่สุด เพราะนับแต่นี้ไป เวลาส่วนใหญ่ของพวกเขาก็จะอยู่ที่โรงเรียนแล้ว ถ้าไม่มีความสุข เห็นทีจะแย่ ...เรื่องนี้พ่อแม่ต้องลงมือแล้วล่ะค่ะ


สิ่งที่พ่อแม่ต้องทำ

ก็คือยอมรับความรู้สึกของเขา และให้กำลังใจไปพร้อมๆ กัน เช่น


"แม่เข้าใจจ้ะว่าลูกเบื่อ เพราะแต่ละวิชามันยากขึ้น แต่แม่เชื่อว่าลูกของแม่เป็นคนเก่ง และต้องทำได้แน่ๆ"


"พ่อรู้ว่าหนูคิดถึงโรงเรียนเก่า แต่อีกหน่อยพอสนิทกับเพื่อน หนูก็จะรักโรงเรียนนี้ไปเองล่ะ"


อย่าหลีกเลี่ยงปัญหาด้วยการเสคุยไปเรื่องอื่น หรือยอมตามใจเขาให้หยุดเรียนบ่อยๆ เรื่องนี้พ่อแม่ต้องเด็ดขาดค่ะ สรุปปิดท้ายไปเลยว่า
"เอาล่ะ ถึงเวลาที่ต้องแต่งตัว กินข้าวเช้าได้แล้ว เดี๋ยวแม่จะพาไปส่ง"

 
อ้อ! แถมยิ้มหวานๆ และกอดแรงๆ อีกหนึ่งที เป็นยาชูกำลังด้วยก็ดีค่ะ


ระหว่างที่ส่งลูกไปโรงเรียน หรือรับลูกกลับบ้าน อาจจะชวนเขาคุยถึงเรื่องโรงเรียน เพื่อนคนนั้นคนนี้ คุณครู หรือวิชาต่างๆ เพื่อรับรู้ความเป็นไปในแต่ละวัน ถามว่าเขาชอบอะไร ไม่ชอบอะไร สังเกตอารมณ์และกระตุ้นให้ลูกระบายความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นความกลัว เบื่อ สุข หรือเศร้า เปิดใจรับฟังเขาให้มากๆ พร้อมไปกับแลกเปลี่ยนประสบการณ์สมัยพ่อแม่ยังเด็กให้เขาฟังด้วย เช่น


"พ่อเคยปวดฉี่แล้วไม่กล้าขอครูไปเข้าห้องน้ำ ยิ่งชั่วโมงที่ครูดุๆ ด้วยนะ อั้นแทบตาย แต่พอไม่ไหวจริง พ่อก็ยกมือขออนุญาตแล้ววิ่งจู๊ดไปเลย ครูก็ไม่เห็นว่าอะไร รู้งี้ไม่อั้นจนหน้าเขียวหรอก เอ้อ...แล้วถ้าเป็นลูกล่ะจะทำยังไง" หรือ


"ตอนเด็กๆ แม่ก็เคยถูกเพื่อนล้อว่ายายแว่น ยายสี่ตา แม่ก็ไม่ชอบ ทายซิว่าแม่ทำไง"


พ่อแม่อาจช่วยสมมติสถานการณ์ที่ลูกต้องเจอ เพื่อสร้างทักษะการแก้ปัญหาให้เขาล่วงหน้า และแทนที่จะบอกหรือสอนตรงๆ ก็ให้โอกาสเขาลองคิดวิธีแก้ปัญหาด้วยตัวเองดีกว่าค่ะ เพราะแต่ละคนก็มีวิธีจัดการไม่เหมือนกัน


ถ้ามีการนัดพบระหว่างครูประจำชั้นกับพ่อแม่ ห้ามพลาดค่ะ เพื่อที่เราจะได้ทำความรู้จักกับครูของลูกไว้ และแลกเปลี่ยนข้อมูลบางอย่างระหว่างบ้านกับโรงเรียน เช่น


"น้องแอนเป็นคนขี้อายมากค่ะ อาจจะไม่ค่อยกล้าเข้าหาเพื่อนกลุ่มใหญ่ๆ ไม่ทราบว่าเขาเข้ากับเพื่อนๆ ได้ดีหรือยัง" หรือ


"นายโจ้เขามีปัญหากับวิชาภาษาไทยค่ะ ไม่ทราบว่าคุณครูจะแนะนำให้พ่อแม่ช่วยเหลือเขาอย่างไรได้บ้างไหมคะ"


ในวันนั้น ยังเป็นโอกาสดีที่เราจะได้พบพ่อแม่คนอื่นๆ ที่มีลูกอยู่ในวัยเดียวกัน ได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับโรงเรียน หรือปัญหาร่วมของเด็กในวัยนี้ เพื่อคลายความเครียดของเราด้วยเหมือนกัน


เด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกัน พอเจอกับการเรียนในแต่ละวิชาที่ยากขึ้น หรือวิธีการสอนที่ไม่เหมาะกับสไตล์การเรียนรู้ของเขา มันก็อาจจะกลายเป็นปัญหาได้


พ่อแม่อาจจะช่วยจัดหาพื้นที่และตารางเวลาในการทำการบ้าน ค่อยๆ ปรับกิจวัตรของเขาให้เป็นไปตามแผนมากขึ้น กำหนดตารางหลักๆ ที่จำเป็น เช่น เวลาตื่นนอน เวลาทำการบ้าน เวลาเข้านอน และเปิดโอกาสให้เขาแสดงความคิดเห็นด้วย เช่น กฎในการดูโทรทัศน์และเล่นเกม ยิ่งทำตามแผนได้สม่ำเสมอเท่าไร เด็กๆ ก็จะปรับตัวได้เร็วขึ้นเท่านั้น


ในช่วงแรก อย่าเพิ่งยัดเยียดให้ลูกเรียน หรือทำกิจกรรมพิเศษเยอะเกินไปนัก เพราะหลังจากเครียดมาทั้งวัน เด็กๆ ย่อมต้องการเวลาสบายๆ ที่ผ่อนคลายบ้างเหมือนกัน


แต่สิ่งสำคัญที่เขากลัวมากที่สุดก็คือความล้มเหลว และการไม่เป็นที่ยอมรับของครูและพ่อแม่ สิ่งที่เราต้องบอกให้ลูกรู้ก็คือ เราเชื่อว่าเขาเก่งและมีความสามารถเพียงพอที่จะทำมันได้ แต่ถ้าเขาไม่พร้อม ก็ยังมีทั้งพ่อแม่และครูที่อยู่ข้างเขาเสมอ ไม่ว่าเขาจะทำสำเร็จหรือไม่ก็ตาม เพราะพ่อแม่ให้ความสำคัญที่ความพยายาม มากกว่าความสำเร็จค่ะ และที่สำคัญ พ่อแม่ก็จะรักเขาอย่างที่เขาเป็นอยู่นั่นแหละ

 

จาก: นิตยสาร Life & Family



ผู้ตั้งกระทู้ admin :: วันที่ลงประกาศ 2009-08-12 13:21:43 IP : 124.120.111.204


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (2106712)

replica louis vuitton travel handbags lv If you just cant resist the allure louis vuitton for much less than retail.Many louis vuitton bags handbags louis vuitton.

ผู้แสดงความคิดเห็น mil (morgan-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2010-09-10 18:47:25 IP : 125.126.157.28



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.