ReadyPlanet.com


อาหารต้องห้ามเมื่อเป็นโรคต่าง ๆ


อาหารต้องห้าม ยามเป็นโรคต่างๆ
1. เป็นไข้หวัด
มี ไข้สูง ควรหลีกเลี่ยงอาหารไม่สุก อาหารที่เย็นมากๆ อาหารทอด อาหารมัน ซึ่งเป็นอาหารที่ย่อยยาก จะทำให้เกิดความร้อนสะสม เปรียบเสมือนอาหารเชื้อเพลิง หรือเป็นการเติมน้ำมันเข้าไปในกองไฟ

2. โรคกระเพาะ
ควร หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ ชาแก่ๆ กาแฟ ของเผ็ด ของทอด ของมัน เพราะอาหารเหล่า นี้ ทำให้เกิดความร้อนสะสม ทำให้โรคหายยาก ทางที่ดีควรจะรับประทานอาหารปริมาณน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง รับประทานอาหารให้ตรงเวลา และเป็นอาหารที่ย่อยง่าย

3. โรคความดันเลือดสูง
โดย เฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุที่มักมีปัญหาเลือดเลือดแข็งตัว ขาดความยืดหยุ่น ควรหลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารที่มีคอเรสเตอรอลสูง เช่น หมูสามชั้น ไขกระดูก ไข่ปลา โกโก้ รวมทั้งเหล้า เพราะอาหารเหล่านี้ทำให้เกิดความร้อนชื้นสะสมในร่างกาย และความชื้นก็มีผลก็ทำให้เกิดความหนืดของการไหลเวียนทุกระบบในร่างกาย และความร้อนก็จะไปกระตุ้นทำให้ความดันสูง นอกจากนี้… ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ด หรืออาหารหวานมาก รวมทั้งผลไม้อย่างลำไย ขนุน ทุเรียน

4. โรคตับและถุงน้ำดี
หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มี แอลกอฮอล์ อาหารมัน เนื้อติดมัน เครื่องในสัตว์ อาหารทอด อาหารหวานจัด เพราะแพทย์จีนถือว่า ตับและถุงน้ำดี มีความสัมพันธ์กับระบบย่อยอาหาร การได้อาหารประเภทดังกล่าวมากเกินไป จะทำให้สมรรถภาพของการย่อยอาหารอ่อนแอลง และเกิดโทษต่อตับและถุงน้ำดีอีกต่อหนึ่ง

5. โรคหัวใจและโรคไต
ควร หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัด เพราะจะทำให้มีการเก็บกักน้ำ การไหลเวียนเลือดจะช้า ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น ไตต้องทำงานขับเกลือแร่มากขึ้น ส่วนอาหารรสเผ็ดก็ควรหลีกเลี่ยง เพราะทำให้กระตุ้นการไหลเวียนสูญเสียพลังงาน และหัวใจก็ทำงานหนักขึ้นเช่นกัน

6. โรคเบาหวาน
หลีกเลี่ยง อาหารรสหวาน หรือแป้งที่มีแคลอรี่สูง เช่น มันฝรั่ง มันเทศ ควรรับประทานอาหารพวกถั่ว เช่น เต้าหู้ นมวัว เนื้อสันไม่ติดมัน ปลา ผักสด

7. นอนไม่หลับ
หลีกเลี่ยงชา กาแฟ (รวมทั้งการสูบบุหรี่) เพราะอาหารเหล่านี้ มีฤทธิ์กระตุ้นประสาท ทำให้ไม่ง่วงนอน หรือนอนไม่หลับสนิท

8. โรคริดสีดวงทวาร หรือท้องผูก
หลีกเลี่ยงอาหารประเภทหอม กระเทียม ขิงสด พริกไทย พริก เพราะอาหารเหล่านี้อาจทำให้ท้องผูก หลอดเลือดแตก และอาการริดสีดวงทวารกำเริบ

9. ลมพิษ ผิวหนังอักเสบ หรือโรคหอบหืด
ควรหลีกเลี่ยงเนื้อแพะ เนื้อปลา กุ้ง หอย ปู ไข่ นม และอาหารรสเผ็ด เพราะจะไปกระตุ้นและทำให้อาหารผิวหนังกำเริบ

10. สิว หรือต่อมไขมันอักเสบ
งด อาหารเผ็ดและมัน เพราะทำให้เกิดการสะสมความร้อนชื้นของกระเพาะอาหาร ม้าม มีผลต่อความร้อนชื้นไปอุดตันพลังของปอด ควบคุมผิวหนัง ขนตามร่างกาย ทำให้เกิดสิว

 

เป็นท้ายด้วยโรคยอดฮิตที่อยากจะหลีกเลี่ยง

การดูแลตัวเองเมื่อเป็นมะเร็ง

 มะเร็งที่เรารู้จัก

การดูแลตัวเอง ที่จำได้คือ ส่วนหนึ่งได้จากหนังสือของหมออารีย์ (โดยเฉพาะเรื่องเดินออกกำลังกาย) หมอสาทิส หมอบรรจบกับเพื่อน (บ้านบัลวี ซึ่งแพงไปหน่อย) หมอรสสุคนธ์ และหมอเปี่ยมโชค (ผู้เชี่ยวชาญอาหารแนว Biotic) เรื่องทางจิตใจหรือศาสนาจากอาจารย์อารย์และคุณอุไร (คุณแม่ของเพื่อนน้องพลอย) และอื่น ๆ อีกหลายท่านที่กล่าวไม่หมดในที่นี้ การรักษาที่เป็นแพทย์องค์รวม ต้องเลือกการรักษาหลักได้แล้ว (ไม่จำเป็นต้องแผนใหม่) คู่กับการดูแลตัวเอง โดยต้องรู้ว่าการรักษาหลักมีจุดอ่อนตรงไหน เช่น กรณีทำคีโม ซึ่งจะกดไขกระดูก ทำให้ไม่สามารถสร้างเม็ดเลือดขาวใหม่ (คือ Antibody ทำหน้าที่กำจัดเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย ดังนั้น จะต้องมีการสร้างใหม่เข้ามาเสริม) ถ้าเม็ดเลือดขาวน้อย โอกาสจะติดเชื้อก็ง่าย ดังนั้น เราต้องทานสมุนไพร ผักและผลไม้ที่ช่วยบำรุงและสร้างเม็ดเลือด/เกล็ดเลือด Immune (ภูมิคุ้มกัน) เป็นต้น ดังนั้น ผู้ที่เป็นในส่วนอื่น จะต้องพิจารณาให้เหมาะสม แม้แต่สิ่งที่ทาน ถ้าคนที่เป็นบริเวณคอหรือส่วนหัว การทานอาหารที่แข็งคงเป็นเรื่องลำบาก คนที่เป็นที่ปอดก็ต้องระวังเรื่องอากาศด้วย เป็นต้น

การดูแลตัวเอง ต้องเข้าใจตัวมะเร็งก่อน จากที่ทราบมา มะเร็งอาจฝังตัวในร่างกายคน แต่ยังไม่แข็งแรงพอ จึงไม่สามารถทำร้ายเรา จนวันหนึ่ง เมื่อมันได้รับอาหารมากพอและแข็งแรงเกินกว่าที่เราจะควบคุม มันจะเริ่มทำลาย Cell อื่น ๆ เหมือน Free Radical (อนุมูลอิสระ) ที่มีอิเลคตรอนไม่สมดุล (ไม่เป็นคู่) จะคอยแย่งจาก Cell อื่น ทำให้ Cell อื่นเสื่อม และ Antioxidant ที่เราทานเสริม จะเป็นตัวจ่ายประจุดังกล่าวให้ ที่นี้ มะเร็งแข็งแรงจากอะไร สิ่งที่มะเร็งต้องการ ได้แก่ อาหารที่มีโปรตีนสูง (เนื้อสัตว์ต่าง ๆ) ไขมัน (ของมันและของทอด) อาหารที่เสียหรือใกล้เสีย (ของไหม้และของดอง มีผลต่อการทำงานของอวัยวะที่สำคัญ เช่น ตับ) อาหารที่มีรสเค็มจัด (มีผลต่อไต โดยเฉพาะเมื่อมีเกลือผสม รวมทั้งยาสีฟันที่มีโซเดียม) และสุดท้ายของหวานต่าง ๆ (เด็กอาจทานอาหารเหล่านี้ได้มาก ยกเว้นพวกของดอง-ไหม้ เพราะร่างกายเด็กสามารถดึงไปใช้งานได้มากกว่าผู้ใหญ่ แต่ไม่ได้แปลว่าให้เด็กทานพวกนี้มาก ๆ อย่างเดียว ควรทานให้ครบ 5 หมู่และสมดุลด้วย) รวมถึงการกินที่ไม่สมดุล นอกจากนี้ การไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย (ร่างกายจะอ่อนแอ) มลพิษต่าง ๆ การได้รับยาหรือสารบางชนิด เหล้า-บุหรี่ โดยเฉพาะความเครียด (ตัวการที่ทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ) ล้วนเป็นปัจจัยให้เป็นโรคใด ๆ ไปจนถึงโรคร้ายที่เรากำลังพูดถึง ดังนั้น การรักษา/ดูแล เราต้องเริ่มตัดเสบียงของมะเร็ง (เรื่องเกี่ยวกับอาหาร) และบำรุงกองทัพที่จะไปต่อสู้ (ร่างกายหรือภูมิฯ และจิตใจเป็นหลัก) ถ้าได้อ่านมาถึงตรงนี้ แล้วรู้สึกว่ามากนั้น ขอแนะนำให้ปฏิบัติแล้วทุกอย่างจะเป็นไปโดยอัตโนมัติเอง

 ต่อสู้กับโรคร้าย

หลักใหญ่ๆ ที่ดิฉันยึดถือ และปฏิบัติอย่างมั่นคง คือให้ทุกส่วนในร่ายกายรักษาตัวของมันเอง โดยยึดหลักทั่วไป แบ่งเป็นหัวข้อใหญ่ตามลำดับความสำคัญ (ท่องไว้เลย) คือ (1)ใจ, (2) กาย, (3) อาหารและน้ำ, (4) ยาต่าง ๆ และ (5) อื่น ๆ โดยมีรายละเอียดดังนี้ (ถ้าต้องการสั้น ๆ ก็ดูเฉพาะที่ขีดเส้นใต้ หรือตัวเข้ม)

(1) ใจ คือจิตใจหรือกำลังใจ สำคัญที่สุด ถ้าใจไม่สู้แล้ว ข้อต่อ ๆ ไป ก็คงไม่ต้องอ่านแล้ว แต่ถ้าใจสู้ บอกได้เลยว่าโรคได้หายไปแล้วกว่าครึ่ง ( สำหรับตัวเองที่หายได้ เพราะตั้งใจสู้ ตั้งแต่วันแรกที่รู้ว่าเป็นอะไร แทนที่จะกลัวหรือท้อ จะพูดกับตัวเอง หมายถึงกับเนื้อร้ายนั้น ให้ออกจากร่างกายหรือยอมแพ้แก่ตัวเราทุก ๆ วัน เราต้องมีชีวิตอยู่ ที่ต้องตายและหายไปจากร่างกายเราคือเจ้ามะเร็งร้ายนั่นเอง) เรื่องใจนี่ ตัวเองสำคัญสุดเพราะเป็นแหล่งรวม แต่คนรอบข้างก็สำคัญไม่แพ้กัน ดังนั้นจึงต้องมีความเข้าใจ และจิตวิทยาที่ดีด้วย ที่สำคัญ ต้องย้ำอยู่ทุกวัน อย่าให้กำลังใจตกเป็นอันขาด อย่าลืมว่าข้าศึกรอโจมตีอยู่ตลอดเวลา

ต้องเข้มแข็งอย่ายอมแพ้ เจ้าโรคร้ายนี้ และคอยเตือนตัวเองเสมอ ตลอดระยะเวลาของการรักษา มีทั้งการปลุกระดมความเข้มแข็ง การให้กำลังใจ การชมเชย และการไม่ย่อท้อต่อความยากลำบากต่างๆ เช่น
1. เมื่อออกกำลังกาย ก็จะคอยพูดกระตุ้นให้เซลล์ต่างในร่างกาย ลุกขึ้นออกกำลังไปกับตัวเองด้วย เพื่อจะได้มีกำลังไปกำจัดเจ้าเซลล์มะเร็งร้ายนี้
2. เวลาได้รับยาคีโม เข้าไปในร่างกาย ก็จะบอกว่าให้พายานี้ไปที่เจ้าเซลล์มะเร็งนี้โดยตรงเลยนะ อย่าไปทำลายเซลล์อื่นๆ ของเราล่ะ
3. มีในช่วงหลังๆ ของการให้ยาคีโม บางทีจะมีอาเจียนบ้าง ก็เกิดความกังวลว่าในครั้งต่อไป จะอาเจียนหรือไม่ ก็บอกตัวเองว่า ยาที่เราจะรับเข้าไปนี้ เพื่อช่วยกำจัดเจ้าเซลล์มะเร็งร้ายให้หายไปจากร่างกายเรา เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวหรือกังวลไปเลย ยานี้เค้าเป็นเพื่อนกับเรานะ ไม่เป็นอะไรหรอก ผลปรากฏว่าครั้งนั้นไม่มีอาการอาเจียนหลังจากให้ยาเลย
4. ตัวเองจะขอบคุณ เซลล์ทุกอนูในร่างกายบ่อยๆ ที่ร่วมแรงร่วมใจกันช่วยกำจัดเจ้าเซลล์มะเร็งร้ายนี้ (บางทีก็พูดไป ยิ้มไปเหมือนกัน)

เรื่องใจ จะครอบคลุมตั้งแต่สภาวะของจิตใจ การมองโลกในแง่ดี (ความหวัง) ทำใจให้สบาย ฟังเพลง การสวดมนต์+ทำสมาธิ (ช่วยได้มาก) ทำบุญทำทานตามโอกาส (ไม่พูดรายละเอียดในที่นี้) ช่วยงานหรือช่วยเหลือคนอื่นบ้าง ฯลฯ อย่างที่บอกไปแล้วว่า ชีวิตต้องเปลี่ยนแปลง เรื่องสวดมนต์ (บูชาพระรัตนตรัย) ถ้าปกติมีสวดชินบัญชรหรือสวดพาหุง (หรืออื่น ๆ อยู่แล้วให้ทำต่อไป หรือเพิ่มขึ้น ถ้าพักรักษาตัวอยู่บ้าน/อื่น ๆ) และเพิ่มสวดอิติปิโส พระกัณฑ์ไตรปิฎก (ซึ่งจะยาวหน่อย) หรือธัมมะจักกัปปะวัตตะนะสุตตัง (ยาวมากขึ้น) หรืออื่น ๆ เท่าที่จะหาจากหนังสือสวดมนต์ ถามว่ามากน้อยแค่ไหน อย่างน้อย ให้ได้ประมาณ 1-2 ชั่วโมงรวมทำสมาธิ โดยเลือกเวลาระหว่างวันที่ปลอดโปร่ง ไหว้พระ สวดมนต์ แล้วนั่งสมาธิต่อ เรื่องสมาธิ เราจะรวมการเพ่งเข้าไปในร่างกายเพื่อสำรวจและขจัด/ยับยั้งโรคร้าย (ความเชื่อจนถึงศรัทธา) ซึ่งอานิสงฆ์ของการสวดมนต์ใด ๆ มีปประโยชน์จริง (สำหรับเรื่องการสวดมนต์ หรือพยายามทำสมาธิที่กล่าวมา จากที่ตัวเองปฏิบัตินั้นบางทีก็ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง หรือไม่ครบบ้าง แต่ที่ได้รับจริง และทราบอยู่อย่างหนึ่งก็คือ ทำให้ตัวเองสงบและนิ่งในช่วงเวลานั้น ซึ่งมีผลต่อร่างกายพอสมควร)

เรายังอยากเน้นเรื่องใจเป็นเรื่องแรก ตอนปรึกษากับคุณหมอเปี่ยมโชคที่ศูนย์สุขภาพธรรมชาติบำบัด คุณหมอถามว่าอยากหายหรือไม่ ขอ 3 เดือน แต่ต้องมีวินัย (คืออดทน) คนไข้ของคุณหมอเคยทำได้จริง ๆ แค่คนเดียว ปรากฏว่าทำตามที่บอกตลอด 3 เดือนและหายจริง ๆ (2 สัปดาห์แรก strict ตัวเองมาก ๆ ทานจืดคือจืดจริง ๆ เหมือนคุณเอาผักไปลวก หรือต้มน้ำ ไม่ใส่อะไรแล้วพยายามกินให้หมด ข้าวกล้องที่ไม่ผ่านการขัดเปลือก ตัว Fiber จะเหนียวเคี้ยวยาก เค้าทาน 1 ชามเต็ม ๆ ต้องการให้ร่างกายแข็งแรงไว้ แต่งดอาหารของมะเร็งให้หมด ไม่ได้เดินทางไปไหนนอกจากโรงพยาบาล สวดมนต์ นั่งสมาธิ และออกกำลังกายทุกวัน ทานน้ำมาก ๆ ซึ่งหมายถึงต้องเข้าห้องน้ำบ่อยด้วย)

(2) กาย คือร่างกายที่แข็งแรง โดยการออกกำลังเป็นประจำสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้ถูกต้องเหมาะสมและเพียงพอ เรื่องออกกำลังกาย ถ้าเพิ่งผ่าตัด แนะนำให้เดินช้า ๆ แล้วหยุดแกว่งแขนเบา ๆ สลับกันไปดีที่สุด ยกแขนขึ้น หายใจเข้าลึก ๆ ปล่อยแขนลง หายใจออกให้หมด (เหมือนทำสมาธิไปด้วย) หยุดยืน ใช้ฝ่ามือเคลื่อนไปตามลำตัวส่วนที่เป็น แล้วเพ่งไปด้วยก็ได้ สามารถหาวิธีออกกำลังอื่นเพิ่ม โยคะ ไท้เก็ก ฯลฯ เมื่อร่างกายเริ่มแข็งแรงขึ้น การออกกำลังกายที่สำคัญคือต้องมีเวลามากพอ (หมออารีย์เดินถึงวันละ 4 ชม.) อาจแบ่งเป็นเช้า 1 ชม. (ก่อนแดดจนถึงแดดอ่อน ๆ) เย็น 1 ชม. (แดดหมดแล้ว) ที่ต้องให้เวลาพอ เพราะต้องการให้มีเหงื่อออก (รวมทั้ง เพื่อส่งผลให้ร่างกายหลั่ง Endorphin) เป็นการขับถ่ายของเสียแบบหนึ่ง การเดินนี้หมออารีย์จะเดินเท้าเปล่า เพราะเชื่อว่าพลังแม่เหล็กโลกจะสัมผัสกับฝ่าเท้าที่มี Cell 7 หมื่นกว่านี้ เพื่อจัดเรียงความสมดุลให้ร่างกาย อย่าลืมหาที่ออกกำลังที่ไม่มีควันพิษ อากาศถ่ายเทดี เรื่องกายเราให้ความสำคัญใกล้เคียงกับใจในเรื่องวินัย คือต้องทำต่อเนื่องสม่ำเสมอ

(3) อาหารและน้ำ เน้น 3 เดือนของการรักษา ขอกล่าวถึงน้ำก่อน อย่างแรกน้ำต้องสะอาด (จะกรองหรือต้ม) ต่อมา เป็นด่างอ่อน ๆ (น้ำแร่) จะดีมากในช่วง 3 เดือนนี้ (ร่างกายคนไข้จะมีความเป็นกรดสูง และร่างกายส่วนใหญ่มีน้ำ และไหลเวียนไปทั่ว จึงต้องปรับให้กรดเจือจางลง) ต้องทานน้ำให้มากกว่าเดิม (อาจถึงเท่าตัวจากการกินปกติของคนไข้ ซึ่งน่าจะดีกับคนที่ทานยาด้วย เพราะช่วยการขับสิ่งตกค้างที่สามารถขับออกทางน้ำได้) ตื่นนอน จะทานทันที 3-5 แก้ว (ได้ผลนะ สำหรับใครที่ท้องผูกบ่อย ๆ แป็บเดียวถ่ายคล่องเลย) ระหว่างวัน (แม้แต่กลางคืน) เข้าห้องน้ำเสร็จ ก็อีก 2-3 แก้ว (เรามาลดลงหลังจากหายแล้วได้)

สำหรับอาหาร จะต้องเน้นเรื่องสิ่งที่ต้องห้าม (ดูหัวข้อก่อน) นอกเหนือจากเนื้อแล้ว ระยะ 3 เดือนแรก อาจงดโปรตีนจากถั่วเหลือง (รวมถึงเต้าหู้ และอะไรมีจากจากถั่วเหลือง) บางสำนักมีการงดผักบางชนิด เช่นในหนังสือของหมอรสสุคนธ์ หรือหมอลลิตา สำหรับตัวเองใช้หลักดังนี้ คือ สำนักต่างๆ งดผักต่างกัน สมมุติรวมกันแล้ว 10 ชนิด ก็จะไม่ทาน 10 ชนิดนั้นเพราะในเมืองไทยมีผักอีกหลายชนิดทีเราสามารถทานได้(เพื่อให้ง่ายคือจำแค่ว่าทานอะไรดี ได้นำนำรายกาแสดงไว้ข้างล่างแล้ว) ของหวานให้รวมถึงผลไม้หวานก็ควรงด ทานเป็นผลไม้เปรี้ยวแทน ของเค็มรวมถึงงดซีอิ้ว (ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ใส่นิดหน่อย แต่แนะนำให้เป็นซีอิ้วญี่ปุ่น หรือที่หมักจากข้าวสาลี ไม่ใช่ถั่วเหลือง ส่วนใหญ่คือพวกซีอิ้วฝาแดง อย่างของแม็กกี้) ของหมักดองก็ไม่ควรทาน เผ็ดทานได้แต่อย่าจัด สรุปก็คือจืดดีที่สุด ส่วนน้ำมัน งดไปเลย ถ้าต้องผัด (เช่น ทำข้าวผัด) ให้ต้มน้ำซุปโปตัสเซี่ยมแทน (ต้มเป็นหม้อใหญ่) แล้วแช่แข็งเก็บไว้ (เป็นถุงเล็ก ๆ หลาย ๆ ถุง) เวลาใช้ก็นำออกมาปรุงกับอาหารได้เลย สะดวกดี ถ้ากลัวขาดไขมัน สามารถทดแทนด้วยไขมันเม็ดที่ทำจากเมล็ดฝ้าย (Flaxseed Oil) มีขายที่ร้าน GNC ในเซ็นทรัล (ขวดประมาณพันกว่า ให้สมัครสมาชิกเพื่อใช้ส่วนลด) ยังมีไขมันเม็ดแบบอื่นอีก 2-3 อย่าง พวกสาหร่ายฯ มีขายที่สันติอโศก (สุขาภิบาล 1 อินทรารักษ์) หรือพลังธรรม (ตรงข้าม อตก. จตุจักร) ถูกกว่าที่ GNC (ให้ดูความเข้มข้นด้วย เหมือนเวลาซื้อวิตามินซี Bio C ประมาณ 900 แต่ถ้ารู้จักร้าน สามารถซื้อที่ประมาณไม่ถึง 700 หรือ NAT C จะถูกกว่านิดหน่อย ที่วิฑูรเภสัช แถวประดิพัทธ์)

ก่อนถึงรายการอาหารแนะนำ อยากพูดถึงเทคนิคการหุงข้าง เนื่องจากข้าวที่ทานเป็นข้างกล้อง ผสมลูกเดือย (สุกช้ากว่า) และงาดำ (สุกเร็ว) ให้นำลูกเดือยไปนึ่งหรือต้มให้เกือบสุก ทำให้แห็งเก็บไว้ (อาจทำเช้าแล้วใช้ถึงเย็นก็ได้ หรือเก็บไว้ในตู้เย็นไว้ใช้หลายวันได้) ตอนหุงข้าวกล้องก็ใส่พร้อมกัน (ในที่นี้ใช้หม้อหุงข้าว) พอข้าวกล้องสุก ให้โรยงาดำอบไว้สักครู่ก็ใช้ได้ บางครั้ง คุณแม่หั่นเผือกเป็นก้อนเล็ก ๆ ใส่ด้วยจะหอมมาก สำหรับผัก ล้างด้วยผงโซเดียมไบคาร์บอเนต (กำจัดยาฆ่าแมลง) หรือผงถ่านที่ซื้อจากสันติอโศกก็ได้ ทีนี้ขอเริ่มเรื่องรายการอาหารดังนี้
o แต่ละมื้อประจำวัน: ข้าวกล้อง + ลูกเดือย + งาดำ (อาจรวมธัญพืชอื่น และน้ำ RC)
o ผักที่ทาน (หมุนเวียนกันไป): ผักกวางตุ้งไต้หวัน, กะหล่ำปลี, ผักกาดขาวปลี, ผักหวาน, หอมใหญ่, คึ่นไช่, บล็อกโคลี่, มะเขือเทศ (ทานสด ๆ), มะเขือเปราะ (สด), ใบบัวบก, มะระ, ใบโหระพา-แมงรัก-กระเพรา-สะระแหน่ หรือผักพื้นบ้านที่หาได้ทั่วไป
o เครื่องแกง: หัวหอมแดง, กระเทียม, ตะไคร้, ขมิ้นเหลือง, ขมิ้นขาว, พริกขี้หนูสด,ขิงพริกไทย หรือทำต้มยำโดยไม่ต้องใส่เนื้อสัตว์ ใส่เฉพาะเครื่องต้มยำ เพื่อทานแต่น้ำ
o น้ำมะนาว (วันละ 1 ลูก)
o ปั่นและกรองกินเฉพาะน้ำ (รวมกัน): กระชาย, โหระพา, น้ำมะนาว และ/หรือกินน้ำจากต้มข่าไก่ ที่ไม่ใส่กะทิและเนื้อไก่ (วันละแก้ว)
o ปั่นและกินทั้งน้ำและกาก (3-4 แก้ว): ผักกาดหอม (2 ใบ), คึ่นช่าย (2 ใบ), หัวหอมใหญ่ (1/4 ลูก), น้ำมะนาว (1/2 ลูก), แอปเปิ้ลเขียว (1/2 ลูก), มะเขือเทศ (1 ลูก), ใบบัวบก
o แอปเปิ้ลเขียว (ลูกเล็ก ๆ วันละ 2-3 ลูก), ฝรั่ง, มะม่วงดิบ, มะละกอ, ชมพู่เขียว - เลือกผลไม้รสชาดไม่หวาน
o น้ำแร่ที่มีแร่ธาตุจำเป็น สำหรับยาที่ทานประจำวัน ดูข้อต่อไป)
o อื่น ๆ เช่น ฟักทอง (หรือน้ำฟักทอง) เป็นต้น พวกฟักทอง แครอท กะหล่ำปลี (กลุ่มผักที่ไม่ใช่สีเขียว) จะมีเบต้าแคโรทีนสูง (สารที่เชื่อว่าสามารถยับยั้งมะเร็งตัวหนึ่ง) แต่ในบล็อกโคลี่ (เขียวสุด ๆ) ก็มีสูงเช่นกัน

ที่จริง เรื่องอาหาร ท่านสามารถจัดเมนูของท่าน โดยไม่ต้องเป็นตามนี้ (เพียงแค่จำกัดสิ่งที่ต้องห้ามในระยะเป้าหมายแรกคือ 3 เดือนของการรักษาอย่างจริงจัง) แต่เมนูนี้ ช่วยให้เห็นเป็นรูปธรรม เป็นแนวทาง และบางรายการเป็นทั้งยาและอาหารบำรุงร่างกายด้วย สำหรับกรณีเพิ่งผ่าตัดมา โดยเฉพาะบริเวณท้อง ควรพิจารณาเรื่องอาหารให้ดี เพราะมีผลต่อกระเพาะไปจนถึงลำไส้ (กรณีผ่าตัดส่วนอื่น ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้รู้ในการดูแลตัวเองเพิ่มเติมด้วย)

(4) ยาต่าง ๆ เป็นอันดับ 4 ในการรักษาหรือดูแล ซึ่งได้พูดไปพอสมควรแล้วก่อนหน้า ถ้าจะลงรายละเอียด ขอให้อ่านในหนังสือที่เกี่ยวกับยาแต่ละตัว แผนใหม่ (หนังสือที่มีขายทั่วไป, หนังสือของ GNC หรือของแอมเวย์ ฯลฯ) แผนโบราณก็มีสมุนไพรแต่ละอย่าง

ยาที่รับประทานประจำวัน ในช่วง 3 เดือนแรกของการรักษา ได้แก่
o ยาสมุนไพรรักษามะเร็ง (ชนิด ขนาด และการทานแล้วแต่โรค) – แล้วแต่สูตรที่ได้มา สำหรับตัวเองได้เป็นยาสมุนไพรจากเมืองจีน ประมาณ 12 Pack (หมดแล้วก็เลิกทาน)
o วิตามินซี (6 เม็ด ตั้งแต่ตื่น และห่างประมาณ 3 ชม.)
o Magnesium (วันละ 1 เม็ด)
o สาหร่ายสไปรูลิน่า (วันละ 3 เม็ด)
o บอระเพ็ด (เช้า 1 เม็ด และเที่ยง 1 เม็ดก่อนอาหาร)
o รางจืด มีขายแบบเป็นซองเหมือนชา (ครั้งละ 1 แก้วหรือ 1 ซอง เช้าและเย็น) รางจืดมีสรรพคุณในการขับพิษจากร่างกาย หรือช่วยให้สร่างเมาในเวลาอันรวดเร็ว (ถ้าเคี้ยวใบสด ๆ)
o น้ำเอ็นไซม์เปรี๊ยว(มีวางขาย ไม่ต้องทำเอง วันละ 1-2 แก้ว) , ช่วงหลังๆ ก็ไม่ค่อยมีเวลาไปซื้อมาทาน แต่เปลี่ยนเป็นทานพวกน้ำผัก+ ผลไม้คั้น หรือบีบมะนาว 1 ผล ผสมน้ำต้มสุก(ทิ้งให้เย็น) ทานแทน

(5) อื่น ๆ (ที่นึกออกและยังปฏิบัติอยู่) ได้แก่ การทำ Detox (ด้วยน้ำมะนาว หรือกาแฟ) ช่วงแรกอาจทำบ่อย (ทุกวัน) แต่คิดว่าพอพ้น 3 เดือน น่าจะลดเป็น 2-3 วัน เพราะยังไม่พบว่าการรักษาโรคแบบโบราณมีการทำ Detox (มีแต่การกินอะไรเพื่อให้ถ่ายดี) ตามข้อมูลที่ทราบมา เชื่อว่าการทำเช่นนี้ เป็นการขับพิษและของเสียที่คั่งค้างออกจากร่างกายได้มากที่สุด แต่อาจเป็นวิธีที่ยากสำหรับผู้ไม่เคยทำ

หลังจากหาย ตัวเองเริ่มกลับมากินปลา เต้าหู้ ถั่วเหลือง ซุปที่ต้มกระดูก สัปดาห์ละ 1-2 หน (จากที่งดโปรตีนสัตว์-ถั่วเหลือง ไขมัน หวาน เค็ม ช่วงรักษาตัว 3 เดือน) แต่ยังคงทานผัก-ผลไม้ ข้าวกล้อง-ลูกเดือย-งาดำ น้ำแร่ (ลดลงบ้างแล้ว) เป็นหลัก เสริมด้วยวิตามิน/เกลือแร่ (ลดลงจนเหลือวิตะมิน C และ Centrum วันละเม็ดแล้ว) พยายามออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ และกลับไปทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ (ไม่ประจำ เพื่อมีเวลาพักผ่อน) และขับรถหรือเดินทางไกลขึ้นบ้างแล้ว

การดูแลตัวเองในการรักษานี้ ยังใช้ได้กับการดูแลตัวเองเพื่อป้องกันจากโรคร้ายได้ด้วย หรือการดูแลป้องกันตัวเองไว้ก่อนด้วย ท้ายที่สุดนี้ ขอส่งความปรารถนาดี และอาราธนาคุณพระรัตนตรัยให้คุ้มครองทุกท่านให้หายเป็นปกติและสุขภาพดีกันถ้วนหน้าด้วย



บทส่งท้าย
1. มีคนถามมาเยอะว่าต้องทำตัวอย่างไร เรื่องอาหารต่างๆ เช่น ทานอะไรได้บ้าง และห้ามไม่ให้ทานอะไรบ้าง จริงๆ ก็ได้ตอบไว้แล้วในข้อความข้างบน แต่จะทบทวนให้อีกครั้ง โดยจะสรุปสั้นๆ ดังนี้ นะคะ
a. ห้ามทาน เนื้อสัตว์ทุกชนิด ของเค็ม ของหวาน(รวมถึงพวกผลไม้หวานๆ) ของมัน(พวกกระทิ, ของทอดต่างๆ) และอาหารหมักดอง หรือรมควัน เช่น กุญเชียง แหนม หมูยอ ไส้กรอก เป็นต้น
b. ให้ทาน
i. ข้าวกล้อง แทนข้าวขาว ให้เลือกข้าวกล้องหอมมะลิ (จะนุ่มไม่แข็ง) โดยหุงด้วยหม้อหุงข้าวไฟฟ้าทั่วไป ใส่น้ำมากกว่าปกตินิดหน่อย (พอใกล้สุกก็โรยงาดำซักหน่อยก็ดีค่ะ)
ii. งาดำ ลูกเดือย เต้าหู้ แทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ (ช่วงแรกถ้าทำได้อยากให้งดเต้าหู้ก่อน)
iii. ผักสดต่างๆ เช่น คึ่นไช่ กระหล่ำปลี บล๊อกโคลี่ แครอท พริกหวาน มะเขือเทศ ตำลึง ฟักทอง ผักกาดหอม หอมใหญ่
iv. พวกเครื่องแกงต่างๆ เช่น ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด พริก กระชาย ขมิ้น สะระแหน่ หอม-ผักชี ให้ทานทุกอาทิตย์ อาจทำแกงต้มยำไม่ใส่เนื้อสัตว์ โดยกินแต่น้ำทุกอาทิตย์
v. ผลไม้ไม่หวาน เช่น ฝรั่ง ชมพู่ แอ๊ปเปิ้ลเขียว เป็นต้น
vi. ถ้ามีเวลา ให้ทำน้ำผลไม้คั้น หรือคั้นน้ำผักผสมผลไม้ สลับทานทุกวัน เป็นประจำ
vii. น้ำสมุนไพรต่าง เช่น น้ำใบบัวบก หญ้าปักกิ่ง คั้นน้ำทาน หรือทานสดๆ ได้ยิ่งดี
c. พวกผักต่างๆ ต้องล้างสารพิษ ถ้าจะให้ดีใช้ผงคาร์บอน ได้ผลดีที่สุดเลย (คือเราทานแต่ผักก็จริง แต่ไม่ได้เอาสารเคมีที่เป็นพิษออก ก็ไม่ค่อยได้ประโยชน์ ยิ่งจะเป็นโทษมากกว่าด้วย อันนี้สำคัญมากๆเลยค่ะ)
2. ระหว่างรักษาตัวให้สอบถามอาการข้างเคียงที่จะเกิดขึ้น หรืออาการที่ต้องระวัง จากคุณหมอที่ทำการรักษาเสมอ และเมื่อกลับจากโรงพยาบาลเพื่อไปพักผ่อนที่บ้าน ก็ให้หมั่นสังเกตุอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้น ถ้าเป็นอาการที่ได้สอบถามกับคุณหมอว่าเป็นอาการที่ผิดปกติ ต้องรีบกลับไปพบคุณหมอโดยเร็วที่สุด แต่ถ้าเป็นอาการทั่วไปที่ดูแล้วไม่ผิดปกติ ให้จดบันทึกเพื่อจะได้นำไปสอบถามกับคุณหมอในการนัดครั้งต่อไป เพราะตัวเองเท่านั้นที่จะเป็นผู้ที่เข้าใจสิ่งผิดปกติในร่างกายของเราได้ดีที่สุด เพื่อจะได้หาทางป้องกัน แก้ไข และรักษาได้ทันท่วงที



ผู้ตั้งกระทู้ Admin :: วันที่ลงประกาศ 2009-10-18 17:05:57 IP : 124.121.230.218


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (2106844)

clip in human hair extensions african american wigs some people cannot afford wigs and saving money at the same time! costumes wigs lace wigs.

ผู้แสดงความคิดเห็น adelina (hellen-at-gmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-09-10 19:04:52 IP : 125.126.157.28



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.