ReadyPlanet.com


เจ้าตัวเล็ก...ขี้อาย หรือ มั่นใจ...



ขี้อาย หรือ มั่นใจในตนเอง

ในช่วงวัยนี้...ลูกน้อยในวัย 3ขวบจะมีความพร้อมทั้งทางร่างกาย ทั้งกล้ามเนื้อและประสาทสัมผัส เขาจึงมักคึกคัก กระฉับกระเฉง อยากรู้อยากเห็น และกระตือรือร้นอยู่เสมอ ดังนั้นเพื่อพัฒนาความมั่นใจในตนเองของลูกรัก คุณพ่อคุณแม่ก็ควรใส่ใจตั้งแต่เริ่มช่วงวัยนี้ได้เลยครับ มิฉะนั้นลูกอาจกลายเป็นเด็กขี้อาย ขลาดกลัว หรือท้อแท้เซื่องซึม...

การวิจัยทางจิตวิทยาตั้งแต่ยุคเมื่อ 30 ปีก่อน กระทั่งถึงปัจจุบัน ล้วนสรุปผลออกมาตรงกันว่า ... ลักษณะบุคลิกภาพที่น่าชื่นชมมากที่สุดของเด็ก ก็คือ ความมั่นใจในตนเอง ( Self Confidence) (จากการวิจัยนักจิตวิทยาBowman Mathews และ Maxwell) เด็กที่มีคะแนนดีทางด้านการมองตนเองในแง่ดี ภาคภูมิใจในตนเอง มักจะเป็นเด็กที่ปรับตัวเก่ง ไม่ค่อยเครียด และเป็นที่ยอมรับของเพื่อนๆและคุณครู (จากการวิจัยของนักจิตวิทยา Williams and Cole, Teigland) ในขณะที่เด็กขี้อายมักจะมีปัญหาการเข้ากลุ่มเพื่อนไม่ได้ จนกลายเป็นเด็กเงียบเหงา แล้วก็ยิ่งไม่มั่นใจตนเองมากขึ้น เด็กที่ขี้อายไม่เชื่อมั่นในตนเอง(Low self-esteem) มักเริ่มจากความไม่มั่นใจในความรัก และการยอมรับจากคุณพ่อคุณแม่ หรือผู้ใหญ่ที่เลี้ยงดู

เราจะป้องกันและแก้ปัญหานี้กันอย่างไร ?....... 3 สิ่ง ที่พ่อแม่ไม่ควรกระทำ

1.  รับเหมาไปหมด จริงๆแล้ว ธรรมชาติของเด็กวัยนี้ สิ่งแวดล้อมรอบตัวล้วนน่าสนใจเป็นที่สุด ยิ่งหากมีพื้นฐานการเลี้ยงดูที่ดีมาตั้งแต่วัยทารก เมื่อถึงวัย 3 – 5 ขวบ อันเป็นวัยที่อยากรู้อยากลอง และอยาก “ลุย” แต่หากกิจกรรมประจำวันของลูก เช่น อาบน้ำ-ตักข้าว-ใส่เสื้อผ้า...อันควรฝึกฝน และปล่อยให้ลูกได้ลุยเอง แต่พ่อแม่กลับ “รับเหมา”ทำให้ลูกซะทั้งหมด นั่นเท่ากับปิดโอกาสให้เด็กได้ฝึกฝนตนเอง ซึ่งโดยมากมักเป็นผู้ใหญ่ที่ช่างกังวล-จนเกินเหตุ (กลัวลูกจะทำพลาด จะผิด จะลำบาก) สะท้อนความไม่มั่นใจในตนเอง ให้เด็กรับรู้ได้

“...อย่า! เดี๋ยวเสื้อผ้ายับหมด”(เมื่อลูกจะช่วยเก็บผ้า)
“ไม่ต้องช่วยหรอก เดี๋ยวหนูทำน้ำหกเลอะบ้าน” (เมื่อลูกจะช่วยยกน้ำ)
“...ทำอย่างงั้นต้นไม้ก็ตายหมด..เข้าบ้านไป๊!..ให้พ่อรดเอง” (ลูกจะช่วยรดน้ำต้นไม้)

ขอให้คุณพ่อคุณแม่โปรดลดความกังวล กลัว และความคาดหวังที่สูงจนเกินเหตุบ้างเถิดครับ ไม่เช่นนั้นลูกก็จะตกอยู่ในความประหม่า ขี้อาย และไม่มั่นใจในตนเอง จนกลายเป็นบุคลิกที่ติดตัวตลอดไป
2.  วาจาเป็นพิษ อาจจะด้วยคิดว่าการพูดจาดูถูกดูแคลนเป็นสิ่งสร้างแรงฮึดให้แก่เด็กๆ อาจจะด้วยความเคยชินและไม่ตระหนักถึงผลเสียที่จะตามมา จึงมีผู้ใหญ่ไม่น้อยเลย ที่ช่างไม่บันยะบันยังในการตำหนิติเตียนเด็กๆอย่างคล่องปาก...

“แค่นี้ก็ไม่รู้เรื่อง...ไม่เอาไหนเลย...โง่!”
“อย่าเรียนเลย มันไม่เหมาะกับเด็กขี้หลงขี้ลืมอย่างหนูหรอก”
“..โฮ้ย..หน้าตาอย่างแกน่ะรึ?..จะไปประกวด”
ถ้อยคำเหล่านี้ล้วนทำให้ดวงใจน้อยๆของเด็กๆเกิดอาการฝ่อ มันทั้งห่อเหี่ยว ทั้งน้อยใจและแสนเจ็บปวด กระทั่งเกิดเป็นความมั่นใจ-ในเชิงลบ ที่อาจฝังใจไปตลอดชีวิต(Psychic Trauma) “เออ...ใช่! เรามันโง่เง่าไม่เอาไหนจริงๆด้วย ! (Low self-image)
3.  เป็น เผด็จการในครัวเรือน เด็กที่ดูหงอยๆ เศร้าๆ แววตาเต็มไปด้วยความขลาดกลัว เมื่อสืบสาวไปก็มักพบว่า ถูกอบรมจากผู้ใหญ่ที่ชอบเคี่ยวเข็ญบีบบังคับ และมีการลงโทษอย่างรุนแรงทั้งทางวาจา-ดุด่า ประจาน( Emotion abuse) และ ทางร่างกาย-เฆี่ยนตีรุนแรง (Physical abuse) เด็กจะอยู่รอดปลอดภัยก็ด้วยการหุบปากและอยู่นิ่งๆ... เพียงเท่านี้ก็คงไม่ต้องหวังกันแล้วล่ะครับ ว่า เด็กจะมีความมั่นใจในตนเอง...เพราะ...

...แม้แต่โลก...เขาก็ยังไม่มีวันไว้วางใจ !!!

พ่อแม่ที่อบรมสั่งสอนลูกด้วยความรุนแรงเข้าข่ายทารุณกรรมเช่นนี้ จัดว่าเป็นผู้ที่ขาดวุฒิภาวะอย่างแรง(Immature) มักเป็นคนที่โทสะแรง(Impulsive) มีปัญหาการควบคุมอารมณ์ตนเอง และมักโยนความผิดต่างๆไปให้คนอื่น(Projection) โดยเฉพาะลูกน้อยของตนที่ต้องตกเป็นแพะรับบาปอยู่เสมอ แต่ยังโชคดีอยู่บ้าง...ที่พ่อแม่ประเภทนี้มีหลายคนก็รู้สึกผิด และรู้ว่าตนจะต้องได้รับการปรึกษา…

และ 3สิ่ง ที่พ่อแม่ควรกระทำ

1.  ให้กำลังใจลูก ทั้งด้วยคำพูด และการกระทำ ให้ความมั่นใจในตัวเขาในศักยภาพของเขาว่า “ลูกทำได้” เปิดโอกาสให้เขาฝึกฝน ลองผิดลองถูก แก้ตัวใหม่เมื่อพลาด แล้วอย่าลืมชมเชยเมื่อเขามีความมานะพยายาม และชื่นชมเมื่อเขาประสบความสำเร็จ
2.  ใช้วาจาให้เหมือนน้ำทิพย์ชโลมใจ ชมเชยลูกเมื่อทำดีทำถูก แต่มิได้หมายถึงชมกันตะพึดแม้ลูกทำไม่ดี การติเตือนลูกย่อมทำได้ แต่ควรติติงถึงพฤติกรรมที่ควรปรับปรุงของลูก เช่น “กินอิ่มแล้วอย่าวางทิ้งไว้อย่างนั้นซิจ้ะ..เอาไปล้างให้เรียบร้อยด้วย” ไม่ใช่ตำหนิติด่าที่ตัวตนของลูก “เอาจานไปล้างด้วย... เราเนี่ยมันเป็นเด็กขี้เกียจมากๆเลย...!”
3.  อย่ารอช้า ... ในเมื่อใครที่เป็นหวัดเป็นไข้ตัวร้อน ยังต้องรีบไปหาหมอให้รักษาก่อนจะบานปลายกลายเป็นไข้หวัดใหญ่ ปัญหาทางจิตใจก็เช่นกันครับ...ไม่ควรปล่อยไว้ให้ทรมานตนเอง และเรื้อรังกระทั่งกลายเป็นเรื่องใหญ่และแก้ไขไม่ได้อีกต่อไป ให้รีบรุดไปปรึกษาขอคำแนะนำจากจิตแพทย์ หรือนักจิตวิทยา ที่ท่านประจำอยู่แทบทุกโรงพยาบาล(ทั้งรัฐและเอกชน) เช่น.....

สายด่วนสุขภาพจิต(กรมสุขภาพจิต) 1667 มูลนิธิศูนย์ฮอทไลน์ 02-762950
ศูนย์สายใยครอบครัว(รพ.ศรีธัญญา) 02-5252333-5
ศูนย์สุขวิทยาทางจิต(ตรงข้าม รพ.รามาฯ) 02-2461195 02-2458016

โปรดเปิดโอกาสให้ลูกคิด ตัดสินใจ และ ลงมือทำ อย่าละเลยการชมเชยเมื่อลูกทำดีทำถูก และติงเตือนเมื่อลูกทำผิด ชี้แนะหนทางที่เหมาะสมและให้กำลังใจ เมื่อลูกทำพลาด และ โปรดละเว้นการตำหนิด่าทอ หรือถากถางให้ลูกเจ็บปวดและหมดความมั่นใจในตนเอง.....


ผู้ตั้งกระทู้ ไพลิน :: วันที่ลงประกาศ 2008-03-10 19:20:36 IP : 124.120.110.103


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (2106763)

long hair extensions wigs hair pieces either styled by air drying and setting wigs expencive Desingers pieces like remi human hair how to put hair extensions.

ผู้แสดงความคิดเห็น jane (debra-at-gmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-09-10 18:54:13 IP : 125.126.157.28



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.