ReadyPlanet.com


ลูกเราจะอยู่อย่างไร เมื่อโลกร้อนขึ้น


ปิดเทอมนี้  บทความเรื่องโลกร้อนมากขึ้นทุกวัน  หลายท่านเริ่มตระหนักถึงปัญหาแล้วลงมือลดปัญหาแล้ว  หลายคนรู้ปัญหาแล้วแต่ยังไม่รู้จะเริ่มที่ตรงไหนก่อน   ที่วัฒนาสาธิต เด็ก ๆ ของเรารู้ปัญหาและเริ่มแก้ไข ลด ละ เลิก ในสิ่งที่เด็กช่วยกันได้แล้ว  และอีกวิธีที่เด็ก ๆ ทำได้คือ ชักชวนให้ผู้ใหญ่ร่วมด้วยช่วยกันคนละไม้คนละมือ  เพื่อลูก ๆ ของเราในอนาคต    คุณครูก็มีบทความมาชักชวนผู้ใหญ่คิดกันก่อนเริ่มกิจกรรมเเคมป์สนุกคิด สนุกปั้น ครั้งที่ 3 

ลูกเราจะอยู่อย่างไร เมื่อโลกร้อนขึ้น

 

 โดย สวพรรณ
ทุกคนรู้ว่าโลกร้อน รู้ว่าเราร้อน และก็รู้ว่าลูกร้อน ยิ่งโลกร้อนเราก็ยิ่งพยายามทุกอย่างที่จะทำให้ตัวเราเอง
และลูกของเราสบายที่สุด
แต่เรากำลังลืมอะไรไปหรือเปล่าคะ ?
ลืม...ว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลนี้
ลืม...ว่าเรากำลังใช้ทรัพยากรบนโลกอย่างสิ้นเปลืองเพื่อความสุขสบาย
ของพวกเรา
ลืม... ที่จะเผื่อแผ่ความรักไปยังสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่อยู่บนโลกใบนี้กับเรา
ลืม...ว่าธรรมชาติ คน สัตว์ ต้องอิงอาศัยและเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันโดยตลอด


เป็นเรื่องปกติค่ะที่เมื่อเรารักตัวเอง รักลูก รักเพื่อน รักญาติพี่น้อง เราก็ย่อมอยากให้คนที่เรารักอยู่อย่างสบาย มีความสุขที่สุด แต่อย่าลืมรักโลกใบนี้ด้วยนะคะ เพราะโลกนี้เป็นบ้านของเรา เป็นทุกๆ สิ่ง ทุกๆ อย่างของเรา ถ้ายังทำร้ายโลกอยู่แบบนี้ แล้วต่อไปเราและลูกหลานของเราจะอยู่บนโลกใบนี้ได้อย่างไร !



ตอนนี้มีแค่สองทางให้เลือกค่ะ
1.อยู่เฉยๆ ปล่อยให้มันเป็นไป
2.ลงมือช่วยโลกของเรา
ถ้าคุณเลือกข้อหนึ่ง อยากให้คุณอ่านสกู๊ปต่อไปนี้จนจบ แล้วค่อยตัดสินใจอีกครั้ง
ถ้าคุณเลือกข้อ 2 ขอบคุณค่ะที่ “มีใจ” เพื่อโลกใบนี้ เพราะดิฉันเชื่อว่าถ้าทุกคนช่วยกัน จะเกิดเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ที่จะช่วยโลกของเรา และช่วยลูกหลานของเราได้ค่ะ

โลกร้อนทำโลกร้าย !

The Era of Procrastination, of Half-Measures,of Soothing and Baffling Expecdients, of delays is coming to its Close In its Place We are Entering a Period of Comsequences
ยุคสมัยของการผัดผ่อนครึ่งๆ กลางๆ ในความโล่งใจ รักสบาย เอาแต่ได้ ได้สิ้นสุดลงแล้ว เรากำลังก้าวสู่ยุคของการรับผลที่จะตามมา



-Sir Winston Churchill-
จากภาพยนต์เรื่อง Inconvenience Truth

สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วทั่วโลก จากภาวะโลกร้อน!!
" ทะเลกรด" ปรากฏการณ์จากภาวะโลกร้อน ซึ่งเวลานี้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกำลังจับตาอย่างเข้มข้น เพราะภาวะทะเลกรดดังกล่าวจะมีผลกระทบในวงกว้างและรุนแรง


นสพ.ไทยโพสต์ 16 ธ.ค.50

"ปิด 60 รร.ใต้ โคลนถล่มซ้ำ เมืองสุคิรินมิด เบตงจมหนักที่สุด นราธิวาสเจอสภาวะน้ำท่วมวิกฤตทั้งจังหวัด สุคิรินหนักสุด ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ดินภูเขาถล่ม ถูกตัดขาดกับโลกภายนอก ชาวบ้านเกือบ 4 หมื่นคนเดือดร้อนไปทั่ว โรงเรียนจมบาดาล สั่งปิดไม่มีกำหนด"

นสพ.ข่าวสด 18 ธ.ค.50

"พายุหิมะตกหนักที่สุดในรอบ 50 ปี ทำให้การคมนาคมทางภาคกลางของจีนเป็นอัมพาต ประชาชนนับล้านคนที่จะเดินทางกลับไปฉลองตรุษจีนที่บ้านเกิดต้องตกค้างตามสถานีรถไฟ และรถโดยสาร โดยทางการแจ้งว่าวิกฤติครั้งนี้สร้างความเสียหายเป็นมูลค่า 7,500 ล้านดอลลาร์ ทั้งยังทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 60 คน และส่งผลกระทบต่อคนอีกอย่างน้อย 105 ล้านคน"

นสพ.คมชัดลึก 4 ก.พ. 51

หิมะหนา 3 เซนติเมตร ปกคลุมเมืองหลวงของญี่ปุ่นในช่วงเที่ยงวัน เนื่องจากมวลความกดอากาศต่ำเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือตามฝั่งทะเลแปซิฟิก มีประชาชนอย่างน้อย 16 ราย ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล หลังประสบอุบัติเหตุ อันเนื่องมาจากหิมะตกในกรุงโตเกียว ส่วนใหญ่ได้รับบาดเจ็บหลังจากลื่นล้มหรือประสบอุบัติเหตุ เพราะหิมะปกคลุมบริเวณทางเท้า มี 4 ราย ขาและแขนหัก"

สำนักข่าวเอเอฟพี 8 ก.พ. 51

ใครจะเชื่อล่ะคะว่าคำพูดของ Sir Winston Churchill ที่พูดไว้เมื่อหลายสิบปีก่อน จะกลายเป็นจริงในตอนนี้ จากตัวอย่างข่าวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ยกมา ได้ย้ำให้รู้ว่าเรากำลังเผชิญกับผลนั้นแล้ว ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของเราเองที่ทำให้เกิดสภาวะที่เรียกกันว่า "โลกร้อน" ค่ะ
โลกร้อน คือ การที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้น เนื่องจากภาวะเรือนกระจก (Green house effect) เพราะการเพิ่มขึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงต่างๆ การขนส่งและการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม และยังไปเพิ่มก๊าซกลุ่มไนตรัสออกไซด์ และคลอโรฟลูโรคาร์บอน ( CFC) อีกด้วย
ขณะเดียวกันการตัดและทำลายป่าไม้จำนวนมหาศาล เพื่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก ก็ทำให้กลไกตามธรรมชาติในการเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นออกซิเจนที่มีประสิทธิภาพลดลงด้วย โลกก็เลยร้อนขึ้นๆ ค่ะ
เอาใกล้ตัวเราเลยคือสภาพอากาศที่แปรปรวน ผิดฤดูกาล อยู่ๆ ก็หนาวขึ้นมาซะเฉยๆ แต่แค่ 2-3 วันก็หายไปแล้ว ทำเอาเด็กและผู้ใหญ่พากันไม่สบายเป็นทิวแถว เพราะอากาศเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เดือนหนึ่งมีครบทุกฤดู อากาศไม่คงที่เลยสักวัน
นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนระดับอ่อนๆ ที่กระตุ้นให้เรารู้สึก ให้รีบหันกลับมาดูตัวเอง ว่าที่ผ่านมาเราใช้ชีวิตเบียดเบียนธรรมชาติไปอย่างไรบ้าง

มหันตภัยจากโลกร้อน!
ลองทบทวนดูสิคะว่าเรามีส่วนทำร้ายโลกใบนี้มากแค่ไหน และเตรียมใจไว้ให้ดี เพราะดิฉันกำลังจะพาไปรู้ถึงผลกระทบในวงกว้างที่เกิดขึ้นแล้วและอาจยิ่งรุนแรงมากขึ้นในอนาคต ที่ส่งผลต่อเรา ลูกหลานของเรา และสรรพชีวิตบนโลกค่ะ


1. ผลร้ายต่อระบบนิเวศ
น้ำแข็งขั้วโลกละลาย ความร้อนที่เพิ่มขึ้นส่งผลโดยตรงทำให้น้ำแข็งขั้วโลกเหนือกับขั้วโลกใต้ละลายเร็วขึ้น รู้มั้ยคะว่าน้ำแข็งขั้วโลกเหนือคือตัวกำหนดฤดูกาล ตัวกำหนดว่าฤดูฝน หรือฤดูหนาวจะสั้นยาวแค่ไหน พอน้ำแข็งละลายแบบนี้อากาศบ้านเราก็ได้ผลกระทบไปด้วย สังเกตดูจะเห็นว่าเดี๋ยวนี้หน้าร้อนยาวขึ้น หน้าหนาวสั้นลงค่ะ
และน้ำแข็งที่ละลายหายไปอย่างรวดเร็วนั้น ได้ส่งผลกระทบอีกต่อหนึ่งทำให้กระแสน้ำอุ่นที่ไหลเวียนผ่านประเทศต่างๆ ชะลอลง พอถึงฤดูหนาว อากาศก็เลยหนาวเย็นเพิ่มขึ้น

สัตว์ป่า จะเกิดการอพยพหนีการรุกราน เช่น ดอยสุเทพบ้านเรา เวลานี้สัตว์ป่าเริ่มถูกคุกคามจากยุง เพราะอากาศร้อนทำให้ยุงบินสูงขึ้น และแพร่พันธุ์ได้เร็ว รวมทั้งที่ที่เคยไม่มียุงก็จะเริ่มมียุงเพิ่มขึ้น ยุงเริ่มคืบคลานไปอยู่ยังยอดเขาสูงแล้ว
ลองคิดดูเล่นๆ นะคะว่า ถ้าเมื่อไหร่ที่สัตว์ป่าอพยพหนีเข้าเมือง อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง
สัตว์ เช่น นก กวาง เก้ง เริ่มอพยพไปหาถิ่นที่อยู่ใหม่ ซึ่งมีสัตว์ประจำถิ่นอยู่ก่อนแล้ว จึงเกิดการต่อสู้เพื่อแย่งถิ่นที่อยู่อาศัย ทำให้สัตว์ล้มตาย เกิดผลเสียหายต่อระบบนิเวศน์

ท้องทะเล อุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้เซลล์ปะการังตาย น้ำทะเลมีความเป็นกรดมากขึ้น ส่งผลให้สัตว์น้ำล้มตายลงไปเรื่อยๆ เท่ากับแหล่งอาหารของมนุษย์เราก็จะหายไป
นอกจากนี้สาหร่ายสีน้ำตาลแดง หรือที่เรียกว่า สาหร่ายบูม จะแพร่กระจายจนลอยมาติดหน้าชายหาด ตัวมันจะส่งกลิ่นเหม็น และมีเชื้ออหิวาตกโรคอยู่ด้วย ปลาหรือสัตว์น้ำที่กินสาหร่ายนี้เข้าไป ก็จะมีการปนเปื้อนของเชื้ออหิวาตกโรคมากขึ้น เมื่อเรากินปลาเหล่านี้ เราก็เสี่ยงเป็นโรคนี้ได้ค่ะ

2. ผลร้ายต่อเศรษฐกิจ
โลกร้อนทำให้น้ำทะเลสูงขึ้น เนื่องจากน้ำแข็งขั้วโลกละลาย ทำให้ระดับน้ำทะเลขยายตัว ความแรงของคลื่นก็สูงขึ้นด้วย ส่งผลให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่งมีอาณาเขตกว้างขึ้น บ้านเรือน ต้นไม้ ชายหาด หรือแม้แต่ฟาร์มสัตว์น้ำริมทะเล จะได้รับความเสียหายจากการกัดเซาะนี้
* "น้ำแข็งบนยอดเขาสูงละลาย" ทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำจืดในฤดูร้อนของหลายประเทศด้วยค่ะ เช่น บังกลาเทศ พม่า ทิเบต ภูฏาน ซึ่งต้องอาศัยน้ำจากน้ำแข็งที่อยู่บนยอดเขาหิมาลัย ที่ละลายเพื่อผลิตไฟฟ้า การเกษตร และอุปโภคบริโภค

แต่เมื่อน้ำแข็งละลายรวดเร็วจะทำให้เกิดน้ำท่วม และผลกระทบยังลามไปถึงผลเสียต่อการผลิตไฟฟ้าของประเทศด้วย
* เกิดฝนตกหนักเฉพาะที่ เพราะไม่มีลมที่ทำให้เม็ดฝนกระจายตัว ความชื้นในอากาศเยอะ ลอยตัวต่ำ จึงไม่สามารถไปตกที่อื่น ๆ ได้ เมื่อตกเฉพาะที่ก็เกิดน้ำท่วม ดินถล่มตามมา ผลผลิตทางการเกษตรก็เสียหาย ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรราคาแพง
* เกิดภัยแล้ง ไฟป่า สัตว์อพยพ ทำให้ขาดแคลนน้ำที่อยู่ใต้ดินถึง 15 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ผู้คนอาจเกิดโรคภัยตามมาจากปัญหาหมอกควันของไฟป่าด้วย
* ยุงและแมลงศัตรูพืชแข็งแรงขึ้น หากอากาศร้อนอยู่เรื่อย จะทำให้ยุงรอดตายและแพร่พันธุ์ไปทั่ว เชื้อไวรัสและแบคทีเรียที่อาศัยในยุงจะเติบโตแข็งแรง เมื่อยุงมากัดเราเข้าก็ทำให้เกิดการแพร่ระบาด
อีกทั้งอากาศร้อนยังทำให้แมลงศัตรูพืชแข็งแรงขึ้น เกษตรกรต้องใช้ยาฆ่าแมลงที่รุนแรงเพิ่มขึ้น แล้วพวกเราก็คือคนที่รับสารพิษนั้นเต็มๆ
ทั้งหมดนี้คือผลกระทบที่เกิดในวงกว้าง แต่ล้วนย้อนมาทำร้ายเรา ลูกหลานเราโดยตรง !

3. ผลร้ายต่อสุขภาพ
1. เกิดโรคระบาด

เมื่ออุณหภูมิของโลกสูงขึ้นประมาณ 2-5 องศาเซลเซียส นอกจากจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อระบบนิเวศน์ทั้งระบบแล้ว บรรดาเชื้อโรคและพาหะนำโรคก็ปลอดโปร่งค่ะ เพราะเชื้อโรคส่วนใหญ่ชอบอากาศร้อนและสามารถแพร่พันธุ์ได้เร็วขึ้น รวมถึงพาหะนำโรคต่างๆ ก็จะเจริญเติบโตและขยายพันธุ์ได้เร็วขึ้นด้วย เช่น พวกยุงต่างๆ โดยเฉพาะยุงก้นปล่องที่มาของโรคมาลาเรียก็จะระบาดมากขึ้น ยุงลายพาหะของไข้เลือดออก ซึ่งถ้าที่บ้านมีเจ้าตัวเล็กล่ะก็ ยิ่งต้องระวังให้มากค่ะ และด้วยปริมาณยุงที่เพิ่มอย่างรวดเร็วนี้เองที่ทำให้ลูกหลานของเรามีโอกาสถูกกัดสูง
ปี 2550 พบการระบาดของไข้เลือดออกรุนแรงในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในกัมพูชามีผู้เสียชีวิตเพราะโรคนี้เกือบ 300 คนทีเดียว แถมส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีด้วย โรงพยาบาลต่างๆ จำนวนผู้ป่วยก็เพิ่มขึ้นถึง 50%
นอกจากนี้ยังมี โรคไข้สมองอักเสบ จากเชื้อไวรัสนิปาห์ที่มีค้างคาวเป็นพาหะ ซึ่งพบการระบาดมาก่อนหน้านี้ในประเทศมาเลเซีย มีความเป็นไปได้ค่ะที่เราจะพบการระบาดในเมืองไทยของเราด้วย อีกปัจจัยหนึ่งที่ติดตามมาพร้อมสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง คือ ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นและการเกิดน้ำท่วม ทำให้โรคทางเดินอาหารอย่างท้องเสีย ท้องร่วง การระบาดของอหิวาตกโรค เกิดขึ้นได้ง่าย

2.ความร้อนฆ่าคนได้มากขึ้น
โรค Heat Stroke จากการได้รับความร้อนมากเกินไป หรืออยู่ในภาวะอากาศร้อนจัดเป็นเวลานาน เพราะไม่ได้รับการชดเชยน้ำหรือเกลือแร่ที่สูญเสียอย่างเพียงพอ ซึ่งเกิดขึ้นได้แม้ผู้ที่มีร่างกายแข็งแรง โดยจะมีอาการหมดสติ เกิดลมชัก และถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องทันท่วงที ก็อาจเสียชีวิตได้ค่ะ
ปกติอุณหภูมิของร่างกายจะทนความร้อนได้ประมาณ 40 องศา แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับความแข็งแรง อายุ และวัยด้วยนะคะ วิธีป้องกันโรคนี้คือในเด็กต้องคอยสังเกตว่าลูกขาดน้ำหรือเปล่า โดยดูจากริมฝีปากว่าแห้งหรือไม่ พยายามให้ลูกดื่มน้ำเยอะๆ เข้าไว้ค่ะ

3. ขาดแคลนน้ำและอาหาร
มีรายงานจากการประชุมคณะทำงานระหว่างรัฐบาลแห่งสหประชาชาติ ว่าด้วยสภาวะอากาศโลกเปลี่ยนแปลงเตือนว่า อีก 70 ปี ชาวโลกหลายพันล้านคนจะขาดน้ำ ระบบนิเวศวิทยา เช่น ป่าอะเมซอนจะล่มสลาย เพราะผลจากภาวะโลกร้อน
และมีการระบุว่า ในปี 2080 หรืออีกราว 73 ปีข้างหน้า จะมีประชากรโลกมากถึง 1.1-3.2 พันล้านคน จะขาดน้ำดื่มอย่างรุนแรง และอีก 200-600 ล้านคนจะอดอยาก อันเป็นผลพวงมาจากภาวะโลกร้อน ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นจนท่วมที่อยู่อาศัยของประชาชนราว 7 ล้านหลังคาเรือน เศรษฐกิจจะเสียหายหนักหน่วงในประเทศยากจนต่างๆ
และเมื่อเกิดภาวะขาดแคลนน้ำ อุณหภูมิโลกโดยเฉลี่ยก็จะเพิ่มสูงขึ้นทุกปีราว 0.7-0.8 องศาเซลเซียส ตั้งแต่ปี 1900 เป็นต้นมาค่ะ
คนจะอพยพลี้ภัยไปอยู่ในที่ที่มีความสมบูรณ์มากกว่า เมื่อทุกคนมากระจุกตัวรวมกัน แย่งกันกินแย่งกันใช้ เชื่อเถอะค่ะว่า สังคมจะไม่สงบสุขอีกต่อไปอย่างแน่นอน

รักลูก...รักษ์โลกกันเถอะ


ความจริงอันน่าเศร้าคือ สถานการณ์โลกร้อนตอนนี้ไม่สามารถย้อนกลับให้ดีเหมือนก่อนได้อีกแล้ว สิ่งที่ทำได้ และต้องรีบทำอย่างเร่งด่วน คือไม่ทำให้โลกร้อนเพิ่มขึ้น เพื่อให้โลกใบนี้ไม่ทำร้ายลูกหลานของเราค่ะ
เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามที่เราทำในวันนี้จะเป็นเครื่องยืนยันว่า “เรารักลูกจริงๆ หรือรักตัวเอง” ถ้ารักลูกเราต้องสร้างโลกที่ดีให้เขาได้อยู่และเติบโตขึ้นมาอย่างไม่ทนทรมานรับผลที่เราทำไว้กับโลกร้อนๆ ใบนี้
คุณพร้อมจะทำเพื่อลูกหลานของเราหรือยังคะ ?
มี 2 อย่างเท่านั้นค่ะที่ต้องทำ
1. เปลี่ยนความคิด
2. เปลี่ยนการใช้ชีวิต

เปลี่ยนความคิด
1.จากที่เคยคิดว่า แค่ฉันคนเดียวคงไม่เป็นไรหรอกน่า แค่ใช้ถุงพลาสติกวันละใบเอง แก้วพลาสติกวันละแก้วเอง
ลองคิดใหม่สิคะ...เราคนเดียวลดถุงพลาสติกวันละ 1 ใบ จะลดไปได้ถึงปีละ 365 ใบ ทีเดียว และถ้ามีคนทำแบบเราแค่ 100 คน ก็สามารถลดขยะพลาสติกให้โลกได้ถึงหมื่นกว่าใบแล้วนะคะ
2. “เดี๋ยวจะเริ่มแล้วนะ” อย่าทำแค่ในความคิดค่ะ ลงมือปฏิบัติเลย เพราะโลกของเรารอไม่ได้อีกแล้ว ถ้าอยากให้ลูกหลานยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข เราต้องช่วยโลกเดี๋ยวนี้
3. ขอแค่สม่ำเสมอ อย่าทำเพราะตามกระแส แต่ให้หยั่งรากลึกลงในใจ บอกตัวเองไว้ว่า การกระทำของเราทุกๆ อย่างจะส่งผลต่อโลกใบนี้ รวมทั้ง คน สัตว์ ธรรมชาติด้วย ซึ่งอาจทำให้เราต้องลดความสะดวกสบายลงบ้าง แต่วิ่งที่ได้กลับนั้นยิ่งใหญ่กว่าคือได้รักษาโลกอันสมบูรณ์นี้ให้ลูกหลานของเรา
ป.ล. จะดีมากๆ ถ้าทั้ง 3 ข้อนี้จะถูกส่งต่อไปยังทุกคนในครอบครัว ญาติสนิทมิตรสหาย รวมถึงทุกคนที่รู้จักด้วย

เปลี่ยนชีวิต
ดิฉันเชื่อว่า เมื่อใดก็ตามที่ความคิดเราเปลี่ยน จะทำให้พฤติกรรมของเราเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นถ้าเราเปลี่ยนความคิดได้ ก็ไม่ยากะที่ “เราจะลงมือทำ” ค่ะ
แค่การเปลี่ยนความเคยชินบางอย่าง ใช้พลังงานเท่าที่จำเป็น และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด เริ่มได้ง่ายๆ จากวิธีการต่อไปนี้ค่ะ


1. จัดบ้านรับโลกร้อน

สำหรับครอบครัวแล้ว การอยู่บ้านถือว่าดีที่สุดปลอดภัยที่สุด แต่นั่นยังไม่พอค่ะ เราต้องจัดบ้านไม่ไปเพิ่มความร้อนให้กับโลกด้วย
-รื้อข้าวของที่ไม่จำเป็นออก เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้กับบ้าน การมีของใช้ไม่จำเป็นเยอะแยะไปหมด จะทำให้บ้านแคบลง ไปบังทางเดินของแสงได้ ทำให้เราต้องใช้ไฟฟ้ามากขึ้นเพื่อให้บ้านสว่าง
-ของใช้ที่มีอยู่ อะไรซ่อมแซมได้ ซ่อมค่ะ ดีกว่าปล่อยทิ้งเอาไว้ ให้มันไร้ประโยชน์
-คุณแม่บ้านที่ชอบช้อปปิ้ง หรือชอบแต่งบ้าน คงต้องคิดสักนิดก่อนซื้อแล้วล่ะ โดยดูถึงความจำเป็นในการใช้งานเป็นหลัก และถ้าต้องซื้อก็ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่สามารถรีไซเคิลได้
-เลือกใช้สีทาบ้านที่ปลอดสารพิษ
-งดปูพรมในบ้าน เพราะนอกจากจะเป็นแหล่งสะสมฝุ่นแล้ว ขั้นตอนการทำความสะอาดยุ่งยากค่ะ ต้องใช้ทั้งเครื่องดูดฝุ่น น้ำยาทำความสะอาดพิเศษ ทำให้สิ้นเปลืองทั้งแรง พลังงาน และเงินค่ะ
-ติดฉนวนกักอุณหภูมิที่ผนังและฉนวนกันความร้อนที่เพดานบ้าน จะช่วยให้บ้านเย็นในหน้าร้อน และอุ่นในหน้าหนาวค่ะ เพราะอุณหภูมิในห้องจะคงที่ ถ้าบ้านใครที่ติดแอร์และเปิดแอร์บ่อย การทำแบบนี้จะช่วยประหยัดไฟได้มากเลยนะคะ
-ปลูกต้นไม้ค่ะ ยิ่งปลูกเยอะยิ่งดี เพราะนอกจากจะให้ร่มเงา ยังช่วยลดโลกร้อน เพราะต้นไม้ดูดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เอาไว้ และแปรรูปออกมาเป็นออกซิเจน รู้มั้ยว่าต้นไม้ใหญ่แค่ต้นเดียว ช่วยให้อากาศเย็นสดชื่นพอๆ กับแอร์ขนาด 12,000 บีทียู 1 เครื่อง บวกกับเครื่องฟอกอากาศเลยทีเดียวนะคะ
จะให้ดีขึ้นไปอีกก็ควรปลูกพืชผักสวนครัว หรือผลไม้ไว้กินเองด้วย ไม่ต้องเสียเงินซื้อ มั่นใจในความปลอดภัย รวมทั้งประหยัดสตางค์ด้วยค่ะ

2. ที่ทำงาน ร่วมด้วยช่วยกัน

ออฟฟิศแทบทุกที่ล่ะค่ะ ต้องใช้กระดาษ และคอมพิวเตอร์ เพราะฉะนั้นเราสามารถเปลี่ยนความเคยชินโดยการ
-เปิดคอมเมื่อถึงโต๊ะและคุณพร้อมจะนั่งทำงานเท่านั้น อย่าเปิดแล้วเดินไปชงกาแฟ เพราะคิดว่ากว่าเครื่องมันจะบูธเสร็จคงพอดีกัน เพราะในความเป็นจริง เครื่องคอมส่วนมากใช้เวลาบูธแทบไม่ถึง 1 นาที
-ตั้งคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในโหมดประหยัดพลังงาน stand by หรือ sleep เร็วขึ้น
-ที่สำคัญจัดตารางเวลาการทำงานให้ดีค่ะ พยายามอย่าเอางานกลับมาทำที่บ้าน จะได้ใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้น และประหยัดพลังงานไฟฟ้าที่จะใช้ทำงานด้วย

3. ตั้งสติก่อนทิ้ง

การแยกขยะมีความจำเป็นมากค่ะ ตามบ้านส่วนใหญ่มักจะใช้ถุงพลาสติกใส่เศษอาหาร แล้วมัดปากถุง รอให้รถขยะมาเก็บ แต่รู้มั้ยคะว่าการทำแบบนี้ก่อให้เกิด ก๊าซชีวภาพ ซึ่งมีอานุภาพรุนแรงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 21 เท่าเชียวค่ะ เลยกลายเป็นบ่อหมักก๊าซชีวภาพดีๆ นี่เอง เมื่อโดนของหนักๆ ทับมันก็แตก ก๊าซชีวภาพก็ลอยออกมา ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจกสะสมในทุกวันนี้ไงคะ
เราจึงต้องแยกขยะก่อนทิ้งเสมอค่ะ แบ่งง่ายๆ เป็น 4 ชนิด นอกจากจะช่วยสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังสร้างรายได้ให้กับครอบครัวด้วยนะคะ และจะดียิ่งขึ้นถ้าหันมาใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติกค่ะ
1.ขยะเปียก จำพวกเศษอาหาร วิธีที่ดีที่สุดในการกำจัดคือทานอาหารให้หมดค่ะ และไม่ซื้ออาหารมากักตุนจนทานไม่ทัน เมื่อเราทานหมดก็ลดปริมาณขยะลงไปโดยปริยาย
แต่ถ้ามีเศษอาหารเหลือ ให้ใช้วิธีขุดดินแล้วเทเศษอาหารลงไป แล้วใส่ EM Effective Microorganisms (หัวเชื้อกลุ่มจุลลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งมีขายอยู่ทั่วไป) ลงไปเพื่อช่วยย่อยสลาย จากนั้นเอาดินกลบหลุมเหมือนเดิม ถ้าไม่มีหลุมดินใช้ถังพลาสติกก็ได้ค่ะ เมื่อเศษอาหารย่อยสลายแล้ว ก็สามารถนำมาใช้เป็นปุ๋ยปลูกต้นไม้ได้ด้วย
2.ขวดพลาสติก แยกที่เป็นขวดใส ขวดน้ำอัดลม ขวดน้ำดื่มไว้ส่วนหนึ่ง และแยกพวกขวดแชมพู ขวดน้ำยาต่างๆ ไว้อีกส่วนหนึ่ง เพราะพวกขวดใสจะขายได้ราคาดีกว่า แถมล้างน้ำสักนิด เพื่อลดกลิ่นเหม็น ราคาก็จะยิ่งดีตามไปด้วยค่ะ
3.กระดาษ จำพวกหนังสือพิมพ์ สมุดหน้าเหลือง เอาไว้ชั่งกิโลขาย หรือจะ
เก็บเอาไว้ทำงานประดิษฐ์อย่างเปเปอร์มาเช่ หรือกระดาษสาก็เข้าท่าค่ะ
หนังสือ จะขายเป็นมือสอง หรือจะบริจาคให้ตามห้องสมุดก็ได้ พวกซองจดหมายทั้งหลาย เวลาได้มาค่อยๆ แกะนะคะ จะได้นำกลับมาใช้ซ้ำได้อีก พวกลังหรือกล่องกระดาษก็ สามารถนำมาใส่ของได้อีก หรือทำเป็นของเล่นให้ลูกได้
4.โลหะ พวกกระป๋องสเปรย์ กระป๋องบรรจุอาหาร สามารถนำไปรีไซเคิลกลับมาใช้
ใหม่ได้ค่ะ หรือถ้าจะล้างน้ำเพื่อเก็บไว้ขายก็ได้ราคาดีนะคะ อย่าลืมแยกฝาเปิดกระป๋องที่ทำจากอะลูมิเนียมไว้ต่างหากด้วย เพื่อบริจาคทำขาเทียมให้กับผู้ที่ต้องการ หรือจะขายก็ได้ราคาดีเช่นกันค่ะ

4. เดินทางให้เหมาะสม
การเดินทางสร้างคาร์บอนไดออกไซด์ไม่น้อยเลยค่ะ ถ้าเราเปลี่ยนวิธีเดินทางได้ ก็จะช่วยช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ค่ะ
*จากที่เคยช้อปปิ้ง / ขับรถไกลๆ ไปกินข้าวนอกบ้าน ทุกอาทิตย์หรือบ่อยกว่านั้น ลองปรับเวลาเป็นแค่เดือนละครั้งหรือสองครั้งดูค่ะ ประหยัดเงินในกระเป๋า ประหยัดเวลา และช่วยลดมลพิษด้วย

*หรือลองเปลี่ยนมาใช้บริการของขนส่งมวลชนดู เช่น รถเมล์ รถไฟฟ้า เรือ รถตู้
ให้เด็กๆ ได้เปลี่ยนบรรยากาศบ้างก็ดี เพราะถ้าเราไม่ต้องขับรถเอง เราก็จะมีเวลาชี้โน่นบอกนี่ให้ลูกได้เรียนรู้ตลอดทางเลยล่ะ


*อย่าลืมวาง แผนการเดินทางล่วงหน้า จะทำให้เราประหยัดน้ำมัน เพราะเลือกเส้นทางที่ใกล้ที่สุด และไม่เสียเวลา และรถสำหรับคนเมือง ควรเลือกใช้รถที่ประหยัดน้ำมันและมีเครื่องยนต์ขนาดเล็กต่ำกว่า 1,500 ซีซี

*ขับรถด้วยความเร็วไม่เกิน 90 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง จะช่วยประหยัดน้ำมันได้มาก ตรงข้ามกับการเหยียบคันเร่ง แล้วเหยียบเบรกบ่อยๆ นั้นกินน้ำมันสุดๆ ทีเดียว
*ดับเครื่องเมื่อจอดรถ พวกเรามักจะไม่ค่อยดับเครื่องถ้าต้องจอดรถในเวลาไม่นาน อย่างการแวะซื้อของตามร้านสะดวกซื้อ
แม้จะแค่ไม่นาน แต่ก็ควรจะดับเครื่องยนต์นะคะ เพราะจะประหยัดน้ำมัน และทำให้ไม่เกิดการเผาผลาญคาร์บอนไดออกไซด์จากเครื่องยนต์ออกมาทำร้ายโลกค่ะ ฟังดูอาจจะเล็กน้อย แต่ถ้าคนทั้งโลกช่วยกันทำแบบนี้ ก็ช่วยได้เยอะเลยนะคะ
*อย่าลืมเช็กลมยางบ่อยๆ ด้วยค่ะ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง หรือทุกครั้งที่เราเติมน้ำมัน (ยางจะอ่อนตัวลงทุก 4.1 กิโลปาสคาล ทำให้เปลืองน้ำมันขึ้น1%)
*ปั่นจักรยาน ถ้าไปที่ใกล้ๆ เช่น ปากซอยบ้าน สวนสาธารณะใกล้ๆ บ้าน ลองหันมาใช้จักรยานดูค่ะ ได้ออกกำลังกายไปในตัวและไม่ก่อมลพิษ อีกอย่างหนึ่งมีการวิจัยพบว่าการขี่จักรยานวันละแค่ครึ่งชั่วโมงทุกวัน จะช่วยให้อายุยืนขึ้นถึง 4 ปีเลยนะคะ
ทุกการกระทำของเราในวันนี้ นอกจากจะช่วยเยียวยาไม่ให้โลกที่รักของเราต้องเจ็บป่วยไม่สบายไปมากกว่านี้แล้ว ยังจะเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูกหลานของเราด้วยค่ะ เพราะเด็กๆ นั้นเขาเรียนรู้จากต้นแบบอยู่แล้ว เมื่อต้นแบบร่วมใจกันช่วยโลก มีสำนึกรักษ์โลก ลูกหลานของเราก็ย่อมจะมีสำนึกนี้ติดอยู่ในหัวใจ ในทุกการกระทำของเขาเช่นกันค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก

ดร.จิรพล สินธุวานนท์ นักวิชาการจากคณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยมหิดล
คุณอริสา พิสิฐโสธรานนท์ และหนังสือ green guide เพราะว่าโลกร้อนมันจี๊ด
รศ.นพ.ชูเกียรติ ศิริวิชยกุล ภาควิชากุมารเวชศาสตร์เขตร้อน คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล
ภาพยนตร์ Inconvinience Truth
http://wikipedia.org

ข้อมูลจากนิตยสาร  : ฉบับที่ 303เดือนเมษายน พ.ศ.2551


ผู้ตั้งกระทู้ ครูจอย :: วันที่ลงประกาศ 2008-04-07 09:47:05 IP : 124.120.101.70


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.