ReadyPlanet.com


108 คำถามของคุณพ่อคุณแม่ เกี่ยวกับการดูแลลูก


คำถาม:  การติวสาธิตเราควรแนะนำลูกก่อน หรือปล่อยให้ลูกหาคำตอบเองก่อนดีคะ

                                                                      ณิชชา

 

ตอบ    ควรจะเปิดโอกาสให้ลูกหาคำตอบด้วยตนเองก่อนคะ หลายครั้งที่ผู้ปกครองมองว่าลูกทำไม่ได้ แล้วเราอธิบายหรือบอกคำตอบเลย  เป็นการปิดกั้นโอกาสในการคิดของเด็ก ๆ นะคะ  การที่เด็กทำไม่ได้มีหลายสาเหตุ  เช่น เป็นเรื่องใหม่ , ยังไม่รู้วิธีการ หรือ ไม่เข้าใจ  ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้ปกครองสังเกตและแก้ปัญหาให้ลูกได้คะ

   ถ้าเป็นเรื่องใหม่  คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องแนะนำวิธีการทำให้ชัดเจน  โดยอาจจะทำด้วยกันเป็นตัวอย่างเล็กน้อย ก่อนปล่อยให้ลูกทำด้วยตนเอง

   ถ้าเป็นกรณีที่ลูกไม่เข้าใจ  แต่ควรใช้เป็นวิธีการแนะให้หาคำตอบด้วยตนเอง  ถ้ายังไม่เข้าใจก็กลับไปเริ่มต้นที่หนึ่งใหม่อีกรอบ  นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการคิดแก้ปัญหาด้วยตนเองคะ  เมื่อเด็ก ๆ คิดได้แล้วเขายังเกิดความภาคภูมิใจตนเองอีกด้วยคะ  คุณครูมีบทความที่เกี่ยวข้องกันมาแนะนำเพิ่มเติมด้วยคะ

 

ทำไมต้องหยุดแนะนำลูกบ้าง

พ่อแม่ที่มีคำตอบให้กับทุกปัญหาของลูก ราวกับบะหมี่เกือบสำเร็จรูปนั้นก็สะดวกใช้ดีหรอกค่ะ เพียงแต่จะมีข้อเสียบางประการไว้ฉุกคิดค่ะ


1.การให้คำแนะนำลูกทุกครั้ง บางครั้งทำให้ลูกขาดโอกาสคิดถึงการแก้ปัญหาด้วยวิธีของเขาเอง
2.พ่อแม่ที่มีคำแนะนำทุกเรื่อง จะทำให้ลูกขาดความเชื่อมั่น จนในที่สุดไม่มีความสามารถแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
3.ทำให้ลูกไม่รู้จักความรับผิดชอบต่อปัญหาของตัวเอง คอยพึ่งพิงคนอื่นๆ เพื่อแก้ไขปัญหาให้เขาเสมอ
4.คำแนะนำของพ่อแม่บางครั้งอาจผิดก็ได้ ลูกอาจมาต่อว่าและโทษว่าเป็นเพราะพ่อแม่ โยนความรับผิดชอบให้พ่อแม่ ไม่เป็นการฝึกให้ลูกรู้จักรับผิดชอบ

จาก: นิตยสาร Life & Family
โดย: เจี๊ยบ

 



ผู้ตั้งกระทู้ Admin :: วันที่ลงประกาศ 2009-07-06 15:24:21 IP : 124.121.232.39


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (1959205)

คำถาม:  ลูกไม่ค่อยยอมทำการบ้าน  ไม่อยากตื่นไปโรงเรียน  ร้องไห้ทุกเช้า  ควรทำอย่างไรดีครับ

                                                                       น้องเนท

 

ตอบ  การร้องไห้งอแงของเด็ก   สาเหตุเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาคะ  ในช่วงเช้าคุณครูว่าเขาคงกำลังหลับสบายเลยไม่อยากจะตื่น  น้องเข้านอนดึกไหมคะ  ถ้าดึกก็ควรปรับเวลาเข้านอนให้เร็วขึ้น   คุณพ่อลองสังเกตดูว่าสาเหตุคืออะไร   ถ้าเรารู้สาเหตุจะแก้ได้ถูกจุดคะ      สำหรับกรณีไม่ยอมทำการบ้าน น้องอาจจะห่วงเล่น   คุณพ่อลองใช้วิธีทำการบ้านด้วยกันดูคะ แล้วให้รางวัลด้วยการเล่น  สำหรับการบ้านอนุบาล 1 คุณครูว่ามันไม่ยากเกินไป  

 

สำหรับกรณีของเด็กโตที่ไม่อยากไปโรงเรียน  ไม่ชอบทำการบ้าน  คุณครูก็มีวิธีการหลอกล่อมาให้ผู้ปกครองด้วยคะ  คุณพ่อคุณแม่ลองสังเกตหาสาเหตุของปัญหาด้วยนะคะ

 

6 ข้อ...ล่อให้ลูกอยากเรียน

โดย: รศ.นพ.วิทยา ถิฐาพันธ์

 

ผมลองใช้มาแล้วรู้สึกว่าได้ผลดีพอสมควร.. ไม่ใช่อุปทานครับ

 

ผมเคยเห็นพ่อแม่หลายคนพาลูกไปเรียนกวดวิชา เพราะอยากให้เก่งมากขึ้น แต่เคยแอบสังเกตดู เอาแค่ดูตาเด็กก็รู้แล้วว่าไม่อยากเรียน ที่มาเรียนก็เพราะพ่อแม่บังคับมากกว่า

ถ้าลงแบบนี้แล้วละก็ยากที่จะประสบความสำเร็จครับ ดังนั้นผมคิดว่าก่อนจะไปวาดหวังเรื่องอนาคตข้างหน้า สิ่งแรกที่พ่อแม่จะต้องปลูกสร้างในตัวลูก คือ ทำอย่างไรให้ลูกอยากเรียนหนังสือ เพราะถ้าลูกไม่อยากเรียนซะอย่าง เรื่องที่จะให้เรียนเก่ง เรียนดี คงหวังยาก ยกเว้นก็เฉพาะพวกยอดมนุษย์ที่ให้ทำอะไรก็ทำได้และทำได้ดีเสียด้วย

จากประสบการณ์ส่วนตัวของผมจากการเลี้ยงลูก รวมทั้งมีโอกาสสอนหนังสือโดยเฉพาะสอนนักศึกษาแพทย์ซึ่งส่วนมากเป็นพวกค่อนข้างอยากเรียน ผมได้ข้อคิดบางอย่างที่จะทำให้ลูกอยากเรียนหนังสือมาฝากกันครับ

สร้างแรงบันดาลใจ

ลองนึกเล่นๆ ดูนะครับว่า ที่เรากำลังทำงานทำการอยู่นี้เพื่ออะไรกัน ถ้าตอบว่าทำเพราะรักและสนุกกับงานที่ทำ ได้รับการยอมรับจากผู้คน รวมทั้งรายได้ดีด้วย ผมก็ขอแสดงความยินดีด้วยจริงๆ ครับ แต่ถ้าตอบว่าที่ทนทำอยู่นี่ก็เพื่อเงินเท่านั้นแหละ ถ้าเลิกได้เลิกไปนานแล้ว เพราะคิดดูแล้วยังมองอนาคตไม่เห็นเลย กรณีนี้ต้องบอกว่าน่าเศร้านะครับ ผมว่าชีวิตน่าจะเหมือนกับผีตายซาก

ถ้าเราอธิบายให้ลูกมองเห็นอนาคตข้างหน้า(แม้ว่าจะไกลไปบ้าง)ว่า ถ้าตั้งใจเรียนหนังสือแล้วจะได้อะไร จะเป็นอะไร เชื่อว่าอย่างน้อยลูกก็จะเห็นหนทางข้างหน้า การเฝ้าแต่พูดเพ้อเจ้อให้"ขยันเรียนนะลูกๆ" ไม่น่าจะช่วยอะไร และยังน่าเบื่ออีกต่างหาก การยกตัวอย่างบุคคลที่ประสบความสำเร็จในชีวิตจากการศึกษาเล่าเรียนน่าจะมีประโยชน์กว่า เพราะลูกจะเห็นภาพได้ดีกว่ากันเยอะเลย

 

การหาหนังสือประวัติบุคคลสำคัญ หรือเล่าประวัติบุคคลสำคัญที่ประสบความสำเร็จในการศึกษาเล่าเรียนให้ลูกอ่านหรือฟังก็เป็นหนทางที่ดีอย่างหนึ่ง และที่ดีที่สุดก็คือ ถ้าพ่อแม่เองก็เป็นคนที่รักการเรียนจนประสบความสำเร็จในชีวิต ก็จะเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของลูกโดยไม่ต้องพูดหรือเคี่ยวเข็ญ

ให้คำชมและรางวัล

เรื่องนี้สำคัญมากนะครับ คนเราเกิดมาต้องการคนชม ต่อให้แก่แล้วก็ต้องการคนชม แต่ว่าบางทีถ้าชมไม่ดีก็เป็นการเสแสร้ง หรือพร่ำเพรื่อก็ไม่มีประโยชน์ เช่นเดียวกับรางวัลที่ให้ เด็กที่เราชมว่าเรียนดีทุกคนก็จะมีความสุข ลูกผมตอนเล็กๆ ถ้าเขาทำอะไรดีๆ แล้วเราชม เขาจะมีความสุขแล้วก็อยากจะทำอีก มันเป็นแรงกระตุ้นที่ค่อนข้างดีและแรง ส่วนการตำหนิ การว่ากล่าวควรจะใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น

การชมอย่างเดียวบางทีมันจับต้องไม่ได้ ชมมากๆ ก็เบื่อไม่เห็นได้อะไร อาจมีการให้รางวัลบ้าง แต่ก็ต้องระวังการสร้างเงื่อนไขหรือตั้งรางวัล เช่น ให้ของเล่นราคาแพง หรือพาไปต่างประเทศ วิธีการนี้เขาเรียกว่าติดสินบนนะครับ ลูกคุณจะตั้งใจเรียนเหมือนกัน แต่เรียนเพราะอยากได้สินบนไม่ได้เรียนเพราะอยากมีความรู้ ถ้ารางวัลหมดก็ไม่เรียน วิธีนี้ยังอาจจะเพาะนิสัยต่อรองและละโมบอีกด้วย

การให้รางวัลควรให้เป็นครั้งคราวไม่มากหรือน้อยเกินไป และที่สำคัญควรให้เมื่อลูกประสบความสำเร็จในการเรียนในระดับที่น่าพอใจ หรือมีการพัฒนาการเรียนดีขึ้นกว่าเดิม โดยไม่จำเป็นต้องสอบได้ที่ 1 หรือที่ 2 แค่ลูกเรียนดีขึ้นพ่อแม่ก็น่าจะพอใจ

การให้รางวัลควรให้เมื่อเห็นว่าสมควรให้ ไม่จำเป็นต้องสัญญาล่วงหน้าและไม่จำเป็นต้องให้ทุกครั้ง

สร้างบรรยากาศของการเรียนรู้

คนจะเรียนหนังสือต้องอยู่ในบรรยากาศของการเรียน ถ้าไม่มีบรรยากาศทำอย่างไรก็เรียนไม่ได้ พ่อแม่จำนวนมากละเลยในเรื่องนี้อย่างรุนแรง เนื่องจากเหน็ดเหนื่อยกับการงานมา ไม่ได้สนใจว่าลูกจะเรียนอย่างไร

ถ้าวันธรรมดาไม่มีเวลาใส่ใจลูกมากนัก อาจใช้วันหยุดเสาร์-อาทิตย์พาลูกไปร้านหนังสือดีๆ ที่มีหนังสือวิชาการ หนังสือสำหรับเด็ก ชวนกันเลือกหนังสือประเภทที่เขาอยากดู อยากรู้ อยากเห็น หรือหาเวลาพาลูกไปเที่ยวตามที่ต่างๆ เช่น สถานที่ทางประวัติศาสตร์ วัดวาอารามที่เกี่ยวกับเรื่องที่ลูกเรียนอยู่ เด็กจะได้เห็นของจริง เวลาเรียนก็จะได้ไม่เบื่อ

การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ไม่ใช่เรื่องง่าย พ่อแม่บางคนความอดทนต่ำที่จะพาลูกไปในที่ที่ควรไป กลับพาลูกไปเที่ยวห้างสรรพสินค้า ซื้อของฟุ่มเฟือย รับประทานอาหารจังค์ฟูด จนลูกอ้วนเป็นหมู เพราะมันง่ายกว่ากันเยอะ

อีกเรื่องหนึ่งที่ปัจจุบันนี้แย่งเวลาในการเรียนรู้ของเด็กไปหมด ก็คือเกมคอมพิวเตอร์ พ่อแม่ไม่น้อยเลยที่ใจอ่อนทนลูกเซ้าซี้ไม่ได้เลยซื้อให้ และส่วนมากก็ไม่เคยดูด้วยซ้ำไปว่าเป็นเกมที่ทำให้ลูกก้าวร้าวรุนแรงขึ้นด้วยหรือเปล่า แล้วถ้าเด็กติดเกมเสียแล้ว ก็จะเอาเวลาไปเล่นเกมจนไม่อยากเรียนหนังสือกันแล้วละครับ

รีบขจัดความไม่เข้าใจในเรื่องที่เรียน

ผมอยากให้คุณพ่อคุณแม่ลองนึกย้อนกลับไปสมัยที่ตัวเองยังเป็นเด็ก วิชาไหนเราเรียนแล้วรู้เรื่อง เข้าใจดี ทำให้สอบได้คะแนนดี ทำให้อยากเรียนวิชานั้นมากขึ้น วนเวียนอยู่อย่างนี้ ซึ่งผมอยากจะเรียกว่าเป็นวัฏจักรของความสำเร็จในการเรียน ในทางตรงกันข้ามถ้าวิชาไหนเรียนแล้วไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ สอบได้คะแนนไม่ดี ก็ไม่อยากเรียน ซึ่งจะทำให้ไม่รู้เรื่องมากขึ้น เป็นวัฏจักรความเลวร้ายของการเรียน

วิธีแก้ไขที่ผมลองใช้มี 2 วิธี วิธีแรกคือพยายามติดตามการเรียนของลูกอย่างสม่ำเสมอ ถ้ามีเวลาจะเรียนไปกับลูกด้วยเลย ทำให้เรารู้ว่าลูกเรียนไม่เข้าใจตรงไหน บ่อยครั้งที่ผมพบว่าเรื่องที่ลูกไม่เข้าใจเป็นเพียงปัญหาและประเด็นเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น พออธิบายให้เขาเข้าใจ เขาก็จะเรียนเนื้อหาต่อไปได้อย่างสนุก และอยากเรียนต่อ แต่ถ้าปล่อยให้มีความไม่เข้าใจสะสมไปเรื่อยๆ ในที่สุดจะไม่เข้าใจมากขึ้นๆ จนเกินกว่าจะแก้ไขได้ แม้ว่าเด็กบางคนอาจจะเรียนผ่านและขึ้นชั้นที่สูงขึ้นได้ แต่ก็จะไม่มีพื้นฐานเพียงพอ ยิ่งเรียนก็จะยิ่งมึน ตามมาด้วยความเครียดและเบื่อหน่ายในที่สุด

เขียนมาถึงตอนนี้ อาจมีพ่อแม่บางคนบอกว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นหน้าที่ของครูมากกว่า ขอบอกเลยนะครับว่าหวังยาก เพราะเด็กส่วนมากเวลาสงสัยมักไม่ค่อยกล้าถามครู หรือบางทีอยากถามก็ไม่มีโอกาสเพราะครูไม่มีเวลาดูแลเด็กอย่างละเอียด แค่สอนตามปกติก็จะไม่ไหวอยู่แล้ว เด็กมันเยอะครับโดยเฉพาะในโรงเรียนดังๆ

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ไม่มีเวลามากพอที่จะดูลูก หรือถึงมีเวลาดูลูกแต่ก็ไม่รู้จะสอนหรืออธิบายลูกอย่างไร ถ้าเป็นอย่างนี้ผมคิดว่าจำเป็นต้องใช้วิธีที่ 2 คือ กวดวิชา หรือหาคนมาสอนแทน จากประสบการณ์ทั้งที่เคยเป็นผู้เรียนและผู้สอน ผมยังค่อนข้างเชื่อว่าครูผู้สอนมีบทบาทและอิทธิพลต่อการอยากเรียนรู้ของเด็กค่อนข้างมาก

ผมเชื่อมานาน เดี๋ยวนี้ก็เชื่อ และจะเชื่อต่อไปว่า ครูไม่ได้สอนดีหรือสอนรู้เรื่องกันทุกคน ผมว่าถ้าระบบการศึกษาในโรงเรียนให้เด็กเลือกครูผู้สอนได้ ครูบางคนอาจมีเด็กแย่งกันเรียนด้วยจนห้องแตก ในขณะที่บางคนอาจต้องสอนจิ้งจกตุ๊กแกแทนก็ได้ การเรียนกับครูที่สอนลูกรู้เรื่องเป็นทั้งความสุขและสนุกครับ นี่คือเหตุผลว่าทำไมผมจึงคิดว่ายังคงต้องหาคนที่สอนลูกรู้เรื่องมาสอนให้ โดยเฉพาะในระบบการศึกษาที่อัปลักษณ์ของเราที่ยังต้องเรียนกันแบบแข่งขันแย่งชิงกันอยู่ ถ้าไม่มีลูกเองผมคงไม่กล้าสรุปอย่างนี้หรอกครับ

พูดถึงเรื่องนี้แล้วเครียดครับ ใครมีหน้าที่รับผิดชอบ ช่วยๆ กันเปลี่ยนระบบการศึกษาให้เด็กหายเครียดเร็วๆ หน่อยนะครับ

เพื่อนที่ดี

เด็กวัยรุ่นวัยเรียนมักจะเชื่อเพื่อนมากกว่าพ่อแม่ พ่อแม่ต้องเข้าใจและทำใจว่าชีวิตก็เป็นอย่างนี้แหละ เราเองก็เป็นอย่างนี้ไม่ใช่หรือ ยอมรับซะว่าเป็นเรื่องธรรมชาติและการแผลงฤทธิ์ของฮอร์โมนเพศครับ เพราะฉะนั้นถ้าเพื่อนเป็นพวกชอบเรียน ก็จะพากันเรียน มีอะไรข้องใจก็จะปรึกษากันได้ ถ้าเป็นไปได้ก็พยายามส่งเสริมให้คบเพื่อนที่ชอบเรียนก็จะดีครับ

ให้ลูกเรียนในสิ่งที่ลูกอยากเรียน

ย้ำนะครับว่าลูกอยากเรียน ไม่ใช่พ่อแม่อยากให้เรียน เราต้องสังเกตนะครับว่าลูกชอบอะไรแล้วส่งเสริมเขาให้ได้เรียน พ่อแม่บางคนโปรแกรมไว้หมดแล้วว่าอยากให้ลูกเป็นอะไร บางคนเคยอยากเรียนบางอย่างแต่เรียนไม่ได้ ก็มาเคี่ยวเข็ญให้ลูกเรียนแทนโดยไม่ถามความสนใจของลูกเลย อย่างนี้เข้าข่ายทรมานลูกครับ

เพราะฉะนั้นถามลูกก่อนนะครับว่าเขาอยากเรียนอะไร ฝันอยากเป็นอะไร ถ้าไม่เหลือทนหรือเพ้อเจ้อเกินไปก็ยอมๆ ลูกบ้างเถอะครับ จะได้ไม่มีใครมีความทุกข์ ชีวิตลูกต้องให้ลูกกำหนด เราช่วยกำกับพอแล้ว ถ้าอยากยิงธนูให้ไปไกลๆ และถูกเป้า คันธนูต้องอยู่กับที่ พ่อแม่ก็เช่นเดียวกันต้องทำตัวเป็นคันธนูที่ดีอย่าพุ่งไปกับลูก คือจัดการเรื่องเรียนของลูกทุกอย่าง ถ้าเป็นอย่างนี้ลูกรุ่งยากครับ เพราะแรงส่งธนูจะต่ำครับเพราะไม่วิ่งด้วยตัวเองเลย ภายภาคหน้าเวลามีปัญหาแต่พ่อแม่แก่ตายแล้วจะแก้ปัญหาเองไม่ได้

ผมมีประสบการณ์ในการสอนนักศึกษาแพทย์ประมาณ 10 ปีแล้วครับ พบว่านักศึกษาแพทย์ไม่น้อยเลยที่เรียนด้วยความขมขื่นและทุกข์ทรมาณ เนื่องจากพ่อแม่อยากให้เป็นหมอ แต่ตัวเองชอบวาดรูป อยากเป็นศิลปิน อยากเป็นวิศวกร แต่ว่าคนเก่งเรียนอะไรก็เรียนได้ แต่เรียนแล้วมีความสุขหรือเปล่านั่นอีกเรื่องหนึ่ง

เพราะฉะนั้นถ้าอยากให้ลูกอยากเรียน ก็ต้องให้เขาเรียนในสิ่งที่เขาอยากเรียนนะครับ ถึงตรงนี้บางคนอาจถามว่าแล้วจะรู้อย่างไรว่าลูกอยากเรียนอะไร คำตอบคือให้เวลากับลูกเยอะๆ สิครับ ถ้าเราให้เวลากับเขามากๆ ลูกก็จะสนิทกับเรา มีเรื่องอะไรก็จะเล่าให้เราฟัง คิดอะไรชอบอะไรก็จะบอกเรา ความเข้าอกเข้าใจระหว่างพ่อแม่กับลูกก็จะมากขึ้นครับ

หวังว่าข้อคิดเห็นทั้งหมดนี้อาจจะเป็นประโยชน์สำหรับคุณพ่อคุณแม่บ้างนะครับ ผมลองใช้มาแล้วรู้สึกว่าได้ผลดีพอสมควร.. ไม่ใช่อุปทานครับ

 

จาก: นิตยสาร Life & Family

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2009-07-06 16:18:30 IP : 124.121.232.39


ความคิดเห็นที่ 2 (1964698)
อะไรทำให้ IQ ลูกคนแรกดีกว่าคนถัดไป

การศึกษา ตีพิมพ์ลงในวารสารการแพทย์เมื่อศุกร์ที่ผ่านมา พบความจริงที่ว่า ลูกคนแรก มีไอคิวที่สูงกว่าลูกคนถัดๆไป แม้ว่าจะเพียง 3-4 point แต่ก็มีความสำคัญ และมีเหตุผลอธิบายด้วยว่า ทำไม และแถมพบวิธีทาง ทำอย่างไรให้ลูกๆมีความฉลาดเพิ่มขึ้นการศึกษานี้ ได้ตอบการโต้เถียงกันมานานหลายสิบปี ที่ว่า จะทำอย่างไรให้ลูกๆมีความฉลาดมากขึ้น ปัจจัยอะไรในครอบครัวบ้างที่น่าจะปรับปรุงได้

การศึกษากระทำโดยการให้ผู้ปกครอง ตอบแบบสอบถาม และรวบรวมคำตอบมาประมวล พบสิ่งที่น่าสนใจหลายๆอย่าง ที่สำคัญที่สุดคือ 1.ความคาดหวังจากพ่อแม่ว่าเป็นลูกคนโต และ 2.การสอนหนังสือน้อง ๆ ทำให้พี่ๆ ฉลาดมากขึ้น

ในครอบครัว การมีลูกหลายๆคน จะมีภาวะที่พ่อแม่ กำหนดบทบาทให้ลูกเป็นหลายอย่าง Little Mr.or Ms.responsible คือลูก ที่จะแบกรับภาระเป็นคนที่ต้องรับผิดชอบครอบครัว ซึ่งจากการศึกษาพบว่า พ่อแม่ มักจะโยนให้เป็นของลูกคนโต ส่วนคนอื่น พ่อแม่อาจจะยกให้เป็นลูกที่ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร

จากการศึกษาพบว่า ลูกคนโตที่พ่อแม่โยนความรับผิดชอบให้ จะมีการประสบผลสำเร็จทางการศึกษาสูงกว่า ผลอีกประการหนึ่งคือ การสอนหนังสือ หรือการสอนวิชาความรู้ต่างๆ จากพี่ๆให้น้อง พบว่า ผลประโยชน์ตกกับพี่มากกว่า เพราะพี่จะต้องประมวลความรู้ แสดงเป็นครู และสอนน้องให้เข้าใจ คำถามของน้องที่เปลี่ยนไปมา ทดสอบความรู้พี่ทำให้พี่ มีความสามารถในการประมวลความรู้สูงกว่า

การประมวลความรู้ หรือ Thinking ability ที่สูงมากกว่า ในพี่คนโต มีอยู่จริงและพบมากมายทีเดียว และนักจิตวิทยาพบว่า การที่จะช่วยให้ลูกคนเล็ก มีความสามารถในการคิด ก็คือต้องให้เขาสอนคนอื่นด้วยเช่น สอนพี่ ๆ หรือเล่นบทบาทสอนคนอื่นเช่นกัน วิธีการนี้ในโรงเรียนก็มี ที่เรียกว่า Jigsaw approach คือให้เด็กในห้องเรียน แบ่งกลุ่มทำงานแตกต่างกันไปและให้แต่ละกลุ่ม เล่นบทเป็นครูสอนคนอื่น

อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้ พบหลายๆครอบครัว ที่เด็กๆลูกคนเล็ก กลับมีความฉลาด ที่มากเท่า หรือมากกว่า คนโตได้เช่นกันเมื่อพ่อแม่ทราบเช่นนี้แล้ว วิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดคืออะไร จิตแพทย์จาก UCLA ตอบว่า คือ การผ่อนคลาย relax ไม่ต้องเครียดอะไร และบอกด้วยว่า ปกติน้องคนเล็ก จะได้เปรียบอยู่แล้วในการเรียนรู้ เพียงแต่ต้องปรับบทบาท

จากประสบการณ์ของครอบครัวหนึ่ง ที่น้องคนเล็ก Jack Orsi ประสบความสำเร็จสูงมาก เขากล่าวว่า "เขาพบว่า การเรียนนไฮ สคูล ได้คะแนนสูงจนติดอันดับ เขาจำได้ว่า พี่คนถัดไป ที่ห่างจากเขาถึง 4 ปีมักจะเอาหนังสือมาอ่าน ให้ฟัง และเอาหนังสือเก่ามาให้เป็นของขวัญ ซึ่งหนังสือเหล่านั้น เธอเอามาใช้ใน ไฮสคูล ถือว่าเป็นของขวัญทีวิเศษที่สุด"
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2009-07-19 14:50:21 IP : 124.121.230.21


ความคิดเห็นที่ 3 (1964702)
ทำไมลูกฉลาด...แต่ไม่เก่ง

เหมือนว่าจะไม่มีภาวะใดที่จะทำให้พ่อแม่หรือครูรู้สึกหงุดหงิดมากไปกว่าการมีลูก หรือลูกศิษย์ที่เฉลียวฉลาดแต่มีผลการเรียนไม่ดี เด็กเหล่านี้คือเด็กที่มีผลสัมฤทธิ์ต่ำกว่าความสามารถที่แท้จริง หรือ “ฉลาดแต่ไม่เก่ง” ซึ่งน้อยคนนักที่จะเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ว่าคำนี้หมายความว่าอะไรกันแน่ และลักษณะเช่นนี้จะเริ่มเมื่อไร และสิ้นสุดลงเมื่อไร

เด็กปัญญาเลิศที่สอบคณิตศาสตร์ตกในขณะที่อ่านหนังสือได้ดี เป็นหนึ่งในเด็กที่มีผลสัมฤทธิ์ ต่ำกว่าความสามารถที่แท้จริงหรือเปล่า ? และลักษณะแบบนี้จะเกิดขึ้นในทันทีทันใดหรือค่อยๆ เป็นมากขึ้นตามกาลเวลา แน่ละ ลักษณะของเด็กที่มีผลสัมฤทธิ์ต่ำกว่าที่ควรนี้เป็นเรื่องซับซ้อน และปรากฏให้เห็นได้ในหลายลักษณะ

ผลสัมฤทธิ์ต่ำกว่าที่ควร (Underachievement) หมายความว่าอย่างไร ?
ผลงานวิจัยที่ผ่านมา เช่น ราฟ, โกลด์เบอร์ก และพาสโซว์ (Raph, Goldberg and Passow, 1966) และจากบทความของเดวิสและริม (Davis and Rimm, 1989) ได้ให้นิยามการมีผลสัมฤทธิ์ต่ำกว่าที่ควรว่า เป็นคำที่แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างผลงานของเด็กที่โรงเรียน กับความสามารถบางอย่างที่เป็นดรรชนีบ่งชี้ถึงความสามารถ เช่น คะแนนจากแบบทดสอบเชาวน์ปัญญา นิยามนี้แม้จะดูเหมือนว่าชัดเจนและกะทัดรัด ทั้งยังทำให้พ่อแม่มองเห็นภาพได้ และครูที่ประสงค์จะช่วยแก้ปัญหาให้แก่เด็กกลุ่มนี้พอเข้าใจได้ แต่ก็พบว่านิยามนั้นน่าจะพิจารณาลึกลงถึงส่วนประกอบต่างๆ ด้วย

 แรกสุดของการมีผลสัมฤทธิ์ต่ำกว่าที่ควรนั้น เห็นได้จากพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงทางที่ต่ำลงตามกาลเวลา บ่อยครั้งที่พบได้จากการที่เด็กมีปัญหาในการทำงานตั้งแต่เจตคติและกิจนิสัย อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะเป็นนิสัยหรือเจตคติก็สามารถจะเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกับพฤติกรรม ดังนั้นการจะพูดว่า “พฤติกรรมการมีผลสัมฤทธิ์ต่ำกว่าที่ควร” ก็จะชี้ให้เห็นถึงแง่มุมของการดำรงชีวิตของเด็ก ที่เคยเป็นเด็กเก่งมาก่อนแล้วเปลี่ยนแปลงไป

การมีผลสัมฤทธิ์ต่ำกว่าที่ควรเป็นเรื่องที่มีทั้งเนื้อหาและสถานการณ์ที่เฉพาะเจาะจง เด็กปัญญาเลิศที่ไม่ประสบความสำเร็จในโรงเรียน มักจะประสบความสำเร็จในกิจกรรมอื่นๆ นอกโรงเรียน เช่น เรื่องกีฬา กิจกรรมทางสังคมบางโอกาส และงานหลังเลิกเรียน แม้แต่เด็กที่เรียนอ่อนในหลายๆ วิชา ก็อาจแสดงความสามารถพิเศษหรือความสนใจน้อยมากในวิชาการต่างๆ ที่เรียนในโรงเรียน ดังนั้น การขนานนามเด็กว่าเป็น “เด็กที่มีผลสัมฤทธิ์ต่ำกว่าที่ควร” หรือ “ฉลาดแต่ไม่เก่ง” นั้นไม่ได้ทำให้เกิดผลดีใดๆ แม้แต่พฤติกรรมที่เด็กแสดงออกมา

การมีผลสัมฤทธิ์ต่ำกว่าที่ควรก็อยู่ที่ผู้มองหรือผู้สังเกต เด็กบางคน ครู และผู้ปกครองคาดหวังแค่พอให้ผ่าน ฉะนั้น ถ้าเด็กให้เกรด A หรือ C ก็คิดว่าไม่มีปัญหา แต่บางกรณีถ้าความคาดหวังที่ตัวเด็กคือเกรด A หากเด็กได้ B+ อาจทำให้เกิดข้อกังขาว่าเด็กมีผลสัมฤทธิ์ต่ำกว่าที่ควรได้ ธรรมชาติที่เป็นลักษณะเฉพาะของการที่ทำให้คนประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวนั้น เป็นก้าวแรกที่จะทำให้เราเข้าใจถึงพฤติกรรมของการมีผลสัมฤทธิ์ต่ำกว่าที่ควรในตัวเด็กแต่ละคน

การมีผลสัมฤทธิ์ต่ำกว่าที่ควรยังผูกอยู่กับการพัฒนาความคิดเกี่ยวกับตนเองเด็กๆ ที่เรียนรู้ในการมองตนเองในแง่ดีก็จะมีความพยายามที่จะชักนำตนเองให้ก้าวไปสู่ความสำเร็จ และเชื่อว่าความสำเร็จทางการเรียนนั้นมิใช่เรื่องของโชคชะตา แต่เด็กที่ได้เกรดต่ำมักจะมีความคิดในการมองตนเองต่ำ หรือมองในเชิงไม่ดี การมองตนเองอย่างไรก็จะส่งผลไปถึงเจตคติต่อตนเองโดยตรง เช่น “ทำไมฉันต้องพยายาม หรือ “ยังไงก็ตกอยู่ดี” หรือ “ต่อให้ฉันประสบความสำเร็จ ใครๆ ก็พูดว่าฉันโกงหรือบังเอิญสอบได้” ผลที่ออกมาคือ การมองตนเองต่ำต้อยด้อยค่า เรียนอ่อน จึงควรจะเปลี่ยนแปลงการรับรู้เกี่ยวกับตนเองของเด็กให้ดีหรือให้การยอมรับการท้าทายที่มีข้อจำกัดอยู่

ทำไมจึงฉลาดแต่ไม่เก่ง ?

การจะตอบคำถามนี้ ก็ควรดูจากสาเหตุซึ่งพอจะประมวลได้ดังนี้

1. การคาดหวังที่ไม่เป็นจริง:การแปลความหมายของความฉลาดและความเก่งเป็นความจริงไปหรือไม่?
สังคมมักคาดหวังว่าเด็กเรียนเก่งได้เกรดสูงว่าคือคนฉลาดและเก่ง แน่หล่ะเขาคาดหวังว่าคนเหล่านี้จะมีความสามารถสูงในทุกๆเรื่อง แต่ความจริงก็คือ คนเรามีความสามารถที่หลากหลาย คนบางคนอาจมีความโดดเด่นเป็นบางเรื่อง แต่กลับถูกคาดหวังในเรื่องที่เขาไม่ได้โดดเด่นด้วย ภาพที่ปรากฏก็เข้าทำนองฉลาดแต่ไม่เก่งได้  โดยเฉพาะในกรณีที่ความฉลาดถูกประเมิณจากระดับสติปัญญา IQ เป็นสำคัญ
ความฉลาดของบุคคลมิได้มีเพียง IQ แต่ยังมีความฉลาดในด้านอื่นๆ ที่เด็กควรจะต้องพัฒนาควบคู่กันไปด้วย ได้แก่ EQ = ความฉลาดทางอารมณ์, CQ = ความฉลาดทางความคิดสร้างสรรค์,  AQ = ความฉลาดในการเผชิญปัญหา และ  MQ = ความฉลาดในการตัดสินใจและหาทางเลือกโดยอาศัยพื้นฐานทางศีลธรรม

2. ข้อจำกัดบางประการของตัวเด็ก
เด็กสติปัญญาดีหรือเด็กฉลาดหลายคนมีลักษณะของเด็กที่มีความต้องการพิเศษด้านอื่นควบคู่ไปด้วย เช่น  มีสมาธิสั้น มีปัญหาทางการเรียนรู้เฉพาะด้าน มีปัญหาสุขภาพ มีปัญหาทางด้านอารมณ์และพฤติกรรม 
ข้อจำกัดเหล่านี้ล้วนเป็นอุปสรรคในการพัฒนาความสามารถของเด็กจนไม่สามารถก้าวถึงศักยภาพที่มีอยู่ หากไม่ได้รับการช่วยเหลือที่เหมาะสมได้ทันท่วงที

3. การอบรมเลี้ยงดูของครอบครัว
มีงานวิจัยหลายชิ้นบ่งชี้โดยชัดเจนว่า บรรยากาศภายในบ้าน กฏของบ้าน วิธีการอบรมเลี้ยงดูเด็ก ส่งผลโดยตรงกับการพัฒนาบุคลิกภาพ การเห็นคุณค่าในตนเอง การมีวินัย ความเป็นผู้นำ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ความปรารถนาที่จะเป็นคนสมบูรณ์แบบ ตลอดจนค่านิยม เจตคติต่อการเรียนและการดำรงชีวิต

4. บริบททางสังคม
 สังคมที่ให้โอกาสและเห็นความสำคัญหรือคุณค่าของทรัพยากรมนุษย์ ย่อมจะส่งผลต่อการจัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ที่จะมีแหล่งบริการต่างๆ ในสังคมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้พัฒนาความสามารถที่หลากหลาย สังคมใดไร้โอกาสเช่นนี้ ก็ย่อมปิดกั้นและทำลาย “ความฉลาด” ไปอย่างน่าเสียดาย
--------------------------------------------------------------------------------------------

โดย ศาสตราจารย์ศรียา นิยมธรรม
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2009-07-19 15:02:00 IP : 124.121.230.21


ความคิดเห็นที่ 4 (1964703)
พ่อมีความสำคัญต่อลูกมากแค่ไหน

พ่อมีความสำคัญต่อลูกอย่างไม่ต้องสงสัย เมื่อเดือนที่แล้ว นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ Mr.Tony Blair ยังต้องลางาน 1 สัปดาห์เพื่อไปช่วยภรรยา Cherry Blair เลี้ยงลูกเพิ่ง คลอดใหม่ จากการศึกษาของสถาบัน Radcliffe Public Policy ปรากฏเป็นครั้งแรก ว่าคุณพ่อนักทำงานให้ความสำคัญต่อครอบครัวเหนือเรื่องการงาน และ 2 ใน 3 ของคุณพ่อเหล่านี้ยินดีที่จะแลกเงินเดือนส่วนหนึ่งกับการได้อยู่ใกล้ชิดลูกมากขึ้น

ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ายินดี เนื่องจากผลของการศึกษาครั้งนี้ระบุว่า การที่พ่อยิ่งใกล้ชิด ดูแลลูกมากขึ้นเท่าไหร่ในชีวิตประจำวัน ลูกก็จะเติบโตขึ้นเป็นเด็กที่มีความฉลาด, สุขภาพดี และมีความสุขมากขึ้นเท่านั้น นอกจากนั้นยังมีข้อดีอื่นๆ ที่พบจากจากวิจัยนี้:-

• คุณพ่อที่แสดงความรักต่อลูกและใช้เวลาอยู่กับลูกๆ มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้เด็กรู้สึก มีความมั่นคง ปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น

• เด็กๆ ที่มีคุณพ่อช่วยเลี้ยงดูยามแบเบาะจะมีพัฒนาการในด้านการแก้ปัญหา, การเข้าสังคม และมีทักษะการพูดที่ดีสูงกว่าระดับมาตรฐาน

• การที่คุณพ่อและลูกมีการพูดจาโต้ตอบกัน เล่นด้วยกัน จะทำให้เด็กๆ มีสุขภาพ แข็งแรง, มีการตอบสนองที่ดี และมีทักษะในการเข้าสังคมที่ดี

• เด็กๆ ที่มีคุณพ่อพูดคุย เล่นหัวด้วยจะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทางภาษาที่ดี เป็นเด็กที่มีความเชื่อมั่น ภาคภูมิใจในตนเอง, ควบคุมตัวเองได้ดี รวมทั้งมีทักษะในการดำเนินชีวิตที่ดี, มีปัญหาทางความประพฤติน้อย

• เด็กผู้หญิงที่ใกล้ชิดกับพ่อ มักจะเป็นเด็กที่ร่าเริง ขี้เล่น และค่อนข้างจะเป็นที่รักของเพื่อนฝูง

• เด็กผู้ชายที่ใกล้ชิดกับพ่อมาก มักจะเป็นเด็กที่มีผลการเรียนดี และทำคะแนนได้สูงในการวัด IQ

• คุณพ่อที่สนใจและช่วยเหลือวางแผนการเรียนให้ลูก จะทำให้เด็กทำคะแนน ในการเรียนได้ดีและรู้สึกสนุกสนานในการเรียนหนังสือ

• เด็กที่มีคุณพ่อคอยให้กำลังใจ มักจะเป็นเด็กที่มีความเชื่อมั่นในการเข้าแข่งขัน, สังคมกับเพื่อนฝูงได้ดี, ไม่ค่อยมีรู้สึกกดดันและไม่ค่อยมีปัญหาในเรื่องความประพฤติ

• หากคุณพ่อใช้เวลาอยู่กับลูกตามลำพังอย่างน้อยอาทิตย์ละ 2 ครั้ง จะช่วยทำให้เด็ก เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น

ข้อดีไม่ใช่ว่าจะมีเฉพาะกับเด็กๆ เท่านั้น แต่ตัวคุณพ่อเองก็ได้ประโยชน์จาก อยู่ใกล้ชิดลูกๆ ด้วยนั่นคือ จะทำให้คุณพ่อมีสุขภาพที่ดี, ปรับตัวเก่ง และค่อนข้างอยากช่วยเหลือสังคมที่ตนเองอาศัยอยู่ให้ดีขึ้น นอกจากนั้น ยังทำให้พ่อมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคุณพ่อคุณแม่ตัวเองและรักพี่น้อง ของตนมากขึ้น และยังมีชีวิตแต่งงานที่มั่นคงขึ้นมากกว่าคุณพ่อที่ไม่ค่อย อยู่บ้านใกล้ชิดลูกๆ

นอกจากนั้นคุณพ่อที่ยอมสละเวลาการทำงานให้น้อยลงสัก 2-3 ชั่วโมง และอยู่กับลูกมากขึ้น จะเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ทั้งนี้เพราะนักวิจัยกล่าวว่าคุณพ่อเหล่านี้จะเป็นผู้ที่รับมือกับความเครียด ในเรื่องงานได้ดีขึ้นและเมื่อมีอายุอยู่ในช่วงวัยกลางคนจะประสบความ สำเร็จในชีวิตการงานมากกว่าคุณพ่อที่บ้างาน

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2009-07-19 15:06:21 IP : 124.121.230.21


ความคิดเห็นที่ 5 (1964706)
มีของเล่นมากไป ใช่ว่าจะดีกับลูก

จากผลการศึกษาล่าสุดนักวิจัยเชื่อว่า ถ้าให้ของเล่นแก่เด็กมากเกินไป จะทำให้เด็กลดความสนใจในของเล่นเหล่านั้นลง

มิสแคลร์ เลิร์นเนอร์ นักวิจัยด้านพัฒนาการเด็กวัย 1 - 3 ขวบ ชาวอเมริกัน เปิดเผยว่า ผลการวิจัยพบว่า เด็กที่มีของเล่นมากเกินไป โดยเฉพาะเด็กวัยต่ำกว่า 5 ขวบนั้น จะลดความสนใจที่จะเล่นของเล่นที่ตนมี เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กที่มีของเล่นน้อยชิ้นกว่า และอาจทำให้พัฒนาการต่างๆ ด้อยลงไปด้วย ทั้งนี้ เพราะการให้ของเล่นเด็กมากเกินไป ทำให้เด็กรู้สึกตื่นเต้น และไม่สามารถใช้เวลาจดจ่ออยู่กับของเล่นชิ้นใดชิ้นหนึ่งได้นานๆจนเกิดการเรียนรู้และมีพัฒนาการจากของเล่นชิ้นนั้นๆ

ผลงานวิจัยนี้ตรงกับงานวิจัยของ มิสแคธี่ ซิลเวีย โปรเฟสเซอร์ชาวอังกฤษแห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด คณะจิตวิทยาการศึกษา ได้ศึกษาเด็กอายุ 3 ถึง 5 ขวบจำนวน 3000 คน พบความสัมพันธ์เชิงซ้อนเกี่ยวเนื่องกัน ระหว่างความก้าวหน้าของเด็ก, ชนิดของเล่นที่ให้กับเด็ก และเวลาที่พ่อแม่เล่นกับลูก โดยเมื่อให้ของเล่นเด็กมากชิ้น เด็กมักจะลดความสนใจในของเล่นลง และใช้เวลาเล่นของเล่นแต่ละชิ้นไม่นานนัก จนไม่สามารถเรียนรู้จากของเล่นชิ้นนั้นๆได้

Mr. Orhan Ismail นักวิจัยอีกรายจาก โคลเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ดูจากลูกของตนเอง เมื่อได้ของเล่นหลายชิ้น จะเล่นปุ๊บปั๊บแล้วเลิก หลังจากนั้นไปหาอย่างอื่นมาเล่นแทน เช่น รองเท้าแตะใส่เดินในบ้าน เดี๋ยวนี้เลยเอาของเล่นมาให้ลูกเล่นวันละสองสามชิ้น ส่วนที่เหลือซ่อนไว้ในกล่องให้พ้นสายตาลูก

ในสหราชอาณาจักรเอง บรรดาผู้ปกครองเสียเงินซื้อของเล่นเป็นจำนวนถึง 1.67 พันล้านปอนด์ต่อปี เฉลี่ยเท่ากับผู้ปกครองเสียเงินซื้อของเล่นปีละ 139 ปอนด์ ต่อเด็กหนึ่งคน และในจำนวนนี้ มีของเล่นที่ซื้อไปแล้วไม่ได้นำมาเล่นตีค่าเป็นเงินถึง 5 พันล้านปอนด์

ผู้ปกครองรายหนึ่งร่วมออกความเห็นว่า ได้ตัดสินใจที่จะจำกัดของเล่นลูกทั้ง 6 คน ซึ่งอยู่ในวัย 4 เดือน ถึง 14 ปี โดยกระตุ้นให้ลูกออกไปเล่นนอกบ้าน และเมื่ออยู่ในบ้าน ให้เล่นกล่องกระดาษ และเกมส์หมากกระดานมากกว่าพวกตุ๊กตาบาร์บี้ โดยเห็นว่า ตุ๊กตาบาร์บี้ที่แต่งตัวเป็นทันตแพทย์ ก็จะเป็นเพียงทันตแพทย์ให้ลูกเล่นเท่านั้น ส่วนกล่องกระดาษ ลูกสามารถสร้างจินตนาการเอาเองได้ว่า จะสมมุติให้เป็นอะไร สามารถเปลี่ยนเป็นของเล่นได้หลากหลายชนิดแล้วแต่ความคิดของเด็ก

ทั้งนี้ นักวิจัยยังลังเลที่จะให้ระบุว่า ของเล่นกี่ชิ้นจึงจะเหมาะสมกับเด็ก แต่หลายรายให้ความเห็นว่า ของเล่นจำนวน 24 ชิ้นนั้น เพียงพอสำหรับเด็กวัยต่ำกว่า 5 ขวบแล้ว ไม่มากไม่น้อยเกินไป ส่วนหนังสือนั้น ไม่ถือเป็นข้อจำกัด ยิ่งมากยิ่งดี ทั้งนี้งานวิจัยหลายชิ้นพบว่าหนังสือช่วยพัฒนาการเรียนรู้แก่เด็ก และช่วยสร้างให้เด็กมีความภาคภูมิใจ เชื่อมั่นในตนเอง ในทางกลับกัน คอมพิวเตอร์เกมและวิดีโอเกมนั้น หากเด็กใช้เวลาเล่นมากเกินไป จะเป็นข้อจำกัดในด้านสร้างเสริมพัฒนาการเด็ก โดยทำให้เด็กมี "ความคิดสร้างสรรค์และสร้างจินตนาการ" น้อยลง ซึ่งทั้งสองอย่างนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับวัยเด็ก

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2009-07-19 15:09:23 IP : 124.121.230.21


ความคิดเห็นที่ 6 (1964707)
เทคนิควิธีดูแลเด็กก้าวร้าว

วัยเด็กเป็นวัยแห่งการเรียนรู้ เด็กๆ จะเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมใกล้ตัวก่อน โดยเฉพาะครอบครัวซึ่งถือว่าเป็นสิ่งแวดล้อมแรกของชีวิต เป็นจุดเริ่มต้นของพฤติกรรมทุกพฤติกรรม

ตั้งแต่ความนุ่มนวลอ่อนโยนจนถึงความก้าวร้าว ในปัจจุบันนี้มีเด็กๆ เป็นจำนวนมากที่หลายคนมองว่าเขาเป็นเด็กก้าวร้าว เพราะเห็นภาพเด็กแสดงความรู้สึกที่รุนแรงเมื่อไม่ได้ดังใจ เด็กที่ควบคุมตัวเองไม่ได้จะแสดงพฤติกรรมที่ขาดการยับยั้ง ไม่รู้ถึงผลที่ตามมา ซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุเช่น ขาดแบบอย่างที่ดีให้ทำตาม ไม่ได้รับการช่วยเหลือชี้แนะแนวทางการแสดงออกที่เหมาะสม มีความเจ็บป่วยทางร่างกายหรือสมอง ซึ่งการดูแลช่วยเหลือเด็กก้าวร้าวนั้นสามารถทำได้ดังนี้

1. วางแผนการช่วยเหลือเด็กแต่ละคนให้เหมาะสมกับวัยของเด็ก

2. ตรวจสอบดูว่าเป็นพฤติกรรมก้าวร้าวจริงหรือไม่ เด็กบางคนที่บ้านของเด็กหยาบคาย ก้าวร้าวเป็น
กิจวัตร ภาพปกติของเด็กคนนั้นจึงหยาบคายก้าวร้าว

3. ผู้ดูแลพูดบอก สอนให้เด็กแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสม เสนอทางเลือกให้เด็ก เช่น “หนูต้องขอ
ก่อนแล้วรออีกหน่อยนะ” “ตีไม่ได้ ยืนนิ่งๆก่อน” “ของนี้มีไว้เล่นแบบนี้ ขว้างไม่ได้” “ถ้าหนู
เล่นโดยไม่ตีเพื่อน เพื่อนจะเล่นกับหนู แล้วจะสนุกมากด้วย”

4.ใช้เครื่องตั้งเวลาในการกำหนดเวลาเล่นของเล่นซึ่งเป็นเวลาที่ได้ตกลงกันตั้งแต่ก่อนเล่นของเล่น
เสียเครื่องตั้งเวลาจะเป็นสัญญาณการยุติการเล่น

5. ให้เด็กได้มีโอกาสเลือกของเล่นด้วยตนเองก่อนที่ผู้ดูแลจะเสนอของเล่นแก่เด็ก

6. หากเด็กยังแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวอย่างต่อเนื่อง ให้ใช้เทคนิคการใช้เวลานอก เช่น เก็บของเล่นที่
เด็กกำลังเล่นชั่วคราว ให้เด็กออกจากการเล่นชั่วระยะเวลาหนึ่งเมื่อสงบแล้วกลับมาเล่นต่อได้

7. เด็กที่แสดงพฤติกรรมก้าวร้าวโดยการทุบตีหรือต่อยรุนแรง ให้ใช้หมอนพิเศษให้ต่อย เล่นของเล่น
ที่ต้องใช้แรง เช่น การแบ่งแป้งโดเป็นชิ้นเล็กๆ ให้ขว้างแป้งไปติดกัน โยนบอลใส่ผนัง

8. ผู้ดูแลหยุดพฤติกรรมก้าวร้าวด้วยคำพูดที่ปกติ ลูบหลังเบาๆ เพื่อผ่อนคลายในกรณีที่เด็กยอมให้
สัมผัสได้ อธิบายให้เด็กฟังว่าทำไมจึงทำไม่ได้ และเด็กควรทำอย่างไรเพื่อให้ความโกรธลดลง
บอกให้เด็กรู้ว่าทำอะไรได้บ้างเมื่อรู้สึกโกรธ และอะไรบ้างที่ทำไม่ได้เลย

9. อยู่กับเด็กจนเด็กสงบ และบอกให้รู้ว่าพฤติกรรมดีขณะนี้ของเด็กคืออะไร ที่เด็กสงบลงเพราะเด็ก
ควบคุมตัวเองได้

10. ใช้สิ่งที่เด็กเคยทำเป็นประจำทางเลือกในหารช่วยเหลือดูแลเด็กก่อนที่เด็กจะแสดงความก้าวร้าว
เช่น “หนูจะเตะบอลหรือขี่จักรยาน” เมื่อเด็กเลือกการเล่นแล้วให้เด็กได้มีส่วนในการเตรียม
สิ่งของเพื่อการเล่นตามความพร้อมขณะนั้นของเด็ก

11.พูดบอกให้เด็กรู้ล่วงหน้าว่าถ้ามีการทำร้ายกันบรรยากาศในห้องนี้จะเป็นอย่างไร เด็กจะ
ได้รับผลกระทบอะไรบ้าง

12.ช่วยเด็กซ่อมแซมของเล่นที่เสียหายเพื่อแสดงความรับผิดชอบ

13.ให้พ่อแม่เข้ามามีส่วนร่วมรับรู้แนวทางการช่วยเหลือเด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าว

14.มีกิจกรรมใหม่ๆ มาให้เด็กได้ปฏิบัติ เด็กมีส่วนร่วมคิดรับรู้และเตรียมกิจกรรม

15.บันทึกรูปแบบการแสดงความก้าวร้าวของเด็ก

16.ให้ชุมชนมีส่วนรับรู้สนับสนุนพฤติกรรมดี และป้องกันแก้ไขพฤติกรรมก้าวร้าวของเด็ก

17.กำหนดเวลาในการช่วยเหลือเด็กแก่ผู้ร่วมทีม เช่นเราจะช่วยเหลือเด็กคนนี้ 3 สัปดาห์เพื่อช่วย
ไม่ให้ผู้ปฏิบัติงานรู้สึกท้อแท้เบื่อหน่าย

ในการดูแลช่วยเหลือเด็กที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวนั้นจะต้องทำอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่องหาสาเหตุของความก้าวร้าวให้ชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้การดูแลครอบคลุมมากขึ้น ผู้ดูแลสื่อสารกับเด็กอย่างชัดเจนให้เข้าใจตรงกันว่าทำร้ายผู้อื่นไม่ได้ เด็กจะต้องทำอย่างเมื่อโกรธ ผู้ดูแลจะช่วยเหลือเด็กอย่างไรบ้าง ซึ่งจะช่วยให้เด็กรับรู้ว่ากำลังได้รับการช่วยเหลือให้ผ่านพ้นภาวะที่กดดันนี้ไปอย่างไม่โดดเดี่ยว รวมทั้งยังได้รับบทเรียนที่มีประโยชน์ มีประสบการณ์ชีวิตในการควบคุมอารมณ์ความรู้สึกของตนเองเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่

โดย : พิสมัย พงศาธิรัตน์ : พยาบาลวิชาชีพ 8 สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2009-07-19 15:12:35 IP : 124.121.230.21


ความคิดเห็นที่ 7 (1964710)

อยากให้ลูกเก่ง ดี มีสุข "พ่อแม่ต้องคิดบวก"

เพราะ "ลูก" คือ รางวัลชีวิตที่มีค่าของ "พ่อแม่" ดังนั้นการอบรมเลี้ยงดูลูกจึงกลายเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง ที่จะปลูกฝังสิ่งดีๆ ให้แก่ลูกตั้งแต่เกิดจนเติบโตเป็น

พญ.จิตรา วงศ์บุญสิน กุมารแพทย์
กล่าวว่า พ่อแม่ทุกคนมุ่งหวังที่จะให้ลูกเป็นคนดีและเก่ง แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่จะก้าวไปสู่เด็กดีและเก่งได้นั้น จะต้องมีความสุขในการดำเนินชีวิตเป็นพื้นฐานก่อน พ่อแม่ควรจะหันกลับมามองว่า เราจะเลี้ยงลูกอย่างไรให้ลูกมีความสุข ซึ่งความสุขเหล่านี้จะต้องเกิดจากความรักภายในครอบครัวนั่นเอง

"ลูกๆ เป็นเหมือนกระจกเงาที่สำคัญของพ่อแม่ นั่นหมายถึงลูกๆ จะเลียนแบบพฤติกรรมของพ่อแม่ ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งอายุ 20 ปี ดังนั้นพฤติกรรมที่เราไม่อยากให้ลูกเห็น ก็ควรเก็บเข้าไว้ในลิ้นชักเมื่อเริ่มเป็นพ่อแม่ และหลังจากที่ลูกอายุ 20 ปีขึ้นไป พฤติกรรมการเลียนแบบก็อาจจะมีอยู่แต่จะลดน้อยลง เมื่อเราดูโทรทัศน์มักจะเห็นเด็กอัจฉริยะกันบ่อยๆ นั่นเพราะเขามีความสุขในการใช้ชีวิต เมื่อเรามีความสุขเราก็สามารถใช้กำลังสมองในการคิดได้อย่างเต็มที่ ความคิดความอ่านของเขาก็จะพัฒนาไปได้สูงสุดเท่าที่เขามีความสามารถ" กุมารแพทย์ชี้แนะ

คุณหมอยังกล่าวต่อว่า การจะเลี้ยงลูกให้มีความความสุข จะต้องพัฒนาลูกทั้งด้านร่างกาย และสติปัญญา นอกจากนี้พ่อแม่ควรจะสอนให้ลูกรู้จักความรับผิดชอบ และรู้จักผิดชอบชั่วดีไปพร้อมๆ กัน

"คนที่จะเป็นพ่อแม่ที่สมบูรณ์ได้นั้น ต้องเข้มแข็งในการพูดกับลูก พ่อแม่มีหน้าที่รับฟังความคิดเห็นของลูก แต่การตัดสินใจเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ ซึ่งต้องแฝงไปด้วยความนุ่มนวลและความเด็ดขาด สำคัญที่สุดคือพ่อแม่ต้องไม่ยอมให้ลูกมาอยู่เหนือเรา ในทางกลับกันหากพ่อแม่ทำผิด ก็ควรขอโทษลูกโดยไม่อาย เพราะการกระทำของเราจะเป็นตัวอย่างที่ลูกจะค่อยๆ ซึมซับ สภาพจิตใจและจิตวิญญาณของลูกก็เป็นสิ่งสำคัญ พ่อแม่ไม่ว่าจะมียศสูงแค่ไหน ก็ควรจะสอนลูกให้รู้จักตัวตนที่แท้จริง เพราะหากวันไหนที่ไม่มียศเหล่านี้แล้ว เด็กจะไม่เข้าใจและจะอยู่ด้วยตัวเองไม่ได้ พ่อแม่จึงควรจะให้เวลากับปัจจุบัน ไม่ควรเสียใจกับอดีตที่ผ่านไปแล้ว และไม่ควรกังวลกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง" พญ.จิตรา กล่าวสรุป

ด้าน ศ.พญ.นงพงา ลิ้มสุวรรณ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี  กล่าวว่า จิตวิทยาเชิงบวกสำคัญมากในการเลี้ยงลูก เพราะสิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นพลังงานสะสมอยู่ในตัวเด็ก และจะแสดงออกมาทางกระบวนการคิดและการกระทำ โดยสามารถสังเกตจากสีหน้า หากเด็กสะสมพลังงานบวกจะกลายเป็นเด็กที่ยิ้มเก่งและอารมณ์ดี ในทางกลับกันหากเด็กสะสมพลังงานลบเอาไว้มาก สีหน้าจะไม่มีความสุขและเครียดตลอดเวลา

"เราควรเลี้ยงลูกตามธรรมชาติ อย่าไปมีสูตรสำเร็จตายตัว และอย่าเลี้ยงลูกเพื่อตอบสนองความต้องการของพ่อแม่ ควรเลี้ยงลูกให้เติบโตอย่างเต็มที่ตามศักยภาพของเขา และต้องเข้าใจว่าธรรมชาติคนเราไม่เหมือนกัน แต่สังคมต้องการคนทุกไอคิวเพื่อประกอบกันให้เป็นสังคมมนุษย์ ดังนั้นควรจะสอนลูกให้เป็นคนดีของสังคมจะดีกว่า" ศ.พญ.นงพงาแนะนำ

ที่มา  หน้า 21 หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2551    การประชุมวิชาการ "การพัฒนาสติปัญญาเด็กไทย" ครั้งที่ 5 ประจำปี 2551 การอภิปรายในหัวข้อ "พ่อแม่ยุคใหม่ ใส่ใจลูกเชิงบวก"

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2009-07-19 15:14:53 IP : 124.121.230.21


ความคิดเห็นที่ 8 (1964754)
มิติสัมพันธ์ คือ อะไรคะ

คณิตศาสตร์ คณิตศาสตร์และมิติสัมพันธ์ คือความฉลาดทางสติปัญญา2 ใน 8 ด้านจากทฤษฎีพหุปัญญา (Multiple Intelligences) ของโฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ นักจิตวิทยาด้านการคิดและการศึกษาที่รู้จักกันทั่วโลกซึ่งความฉลาดทั้ง 2 ด้านนี้สามารถเรียนรู้และเกิดขึ้นไปพร้อมกันได้ใน Smart tips นี้ค่ะ

และมิติสัมพันธ์ คือความฉลาดทางสติปัญญา 2 ด้านมารวมกัน จะเกิดการเรียนรู้มิติสัมพันธ์ผ่านการเชื่อมโยงสิ่งที่มองเห็น เช่น รูปทรง ทิศทาง ตำแหน่ง ควบคู่กับคณิตศาสตร์ที่เป็นการคิดคำนวณอย่างเป็นเหตุเป็นผล เช่น จำนวน ความสมดุล ลำดับ ชีวิตประจำวัน ฯลฯ ทำให้เจ้าหนูพบคณิตศาสตร์ได้หลากรูปแบบจนนึกไม่ถึงเชียวล่ะ
พร้อมแล้วชวนเจ้าหนูนับถอยหลัง  5 ...4...3..2..1 ไปเพลินกับคณิตพร้อมกับการเรียนรู้มิติสัมพันธ์กันเลยค่ะ 

Tip 1 ใช้สัญลักษณ์แทนตัวเลข

3             (ภาพพริกหยวก)

6             (ภาพพริกหยวกสลับกับส้ม)

วัยเด็กยังไม่มีความชำนาญมากพอในการเรียนรู้สัญลักษณ์ที่มีความหมายเฉพาะ การแทนค่าตัวเลขซึ่งเป็นสัญลักษณ์ (นามธรรม) ด้วยสิ่งที่เราพบเห็นในชีวิตประจำวัน (รูปธรรม) จะสร้างความเข้าใจได้ดีกว่าค่ะ เช่น
- การใช้ผลไม้แทนสิ่งต่างๆ ช่วยน้องนับเลขอย่างง่ายๆ
- ชวนหนูรู้จักเลขคู่เลขคี่ เช่น พริกหยวกแทนเลขคี่ ส้มแทนเลขคู่ ให้เห็นความสัมพันธ์ของตัวเลขผ่านการจัดวางตามลำดับ

Tip 2 สนุกกับจำนวนนับ
พอลูกรู้สึกคุ้นเคยกับจำนวนแล้ว ลองเติมความสนุกให้กับตัวเลข เช่น

  • หาตัวเลข 1-9 ที่ซ่อนอยู่รอบตัว แล้วทำเป็นบันทึกการสืบค้น เช่น โทรทัศน์ 1 เครื่อง ประตู 2 บาน โต๊ะ 3 ตัว แจกัน 4 ใบ     รองเท้า 5 คู่ เพิ่มเติมเรื่องตำแหน่งด้วยการเพิ่มโจทย์การจดบันทึก เช่น โทรทัศน์ 1 เครื่อง อยู่ด้านหน้าโต๊ะเขียนหนังสือ เป็นต้น
  • เจาะลึกถึงตัวเลขที่เราอาจมองไม่เห็นจริง เช่น การกะน้ำหนักของหนู ส่วนสูงของคุณพ่อ ก่อนการชั่งน้ำหนักหรือวัดส่วนสูง ฝึกการสังเกต ซึมซับความหมายของตัวเลข เติมความเข้าใจจากเลขหนึ่งหลักเป็นสองหลัก

 Tip 3 เรขาคณิตแสนสนุก
ได้เวลาฝึกฝนเรขาคณิตด้วยอุปกรณ์แค่กระดาษและกรรไกรค่ะ
- สร้างแบบจำลองห้องนอนของหนูด้วยการตัดกระดาษรูปเรขาคณิตมาประกอบเป็นห้องนอนลงบนกระดาษ เช่น เตียงนอนเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หมอนเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส พรมเช็ดเท้าเป็นรูปวงกลม
- เสริมทักษะด้วยการนำการ์ดมาประกอบกันเป็นรูปร่างต่างๆ เช่น สี่เหลี่ยมคางหมูเกิดจากสี่เหลี่ยม 2 อันและสามเหลี่ยม 1 อัน
- ฝึกคิดคำนวณพื้นที่ เช่น การ์ดสี่เหลี่ยมขนาดกว้างยาวด้านละ 1 นิ้ว เมื่อนำมาประกอบกัน 4 อัน กลายเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดใหญ่ มีพื้นที่รวม 4 ตารางนิ้ว
- ลองเพิ่มหรือลดการ์ดแล้วพัฒนาเป็นสูตรคำนวณ กว้าง x ยาว = หน่วยพื้นที่ เช่น ตารางนิ้ว เป็นต้น

Tip 4 สนุกกับอัตราส่วน
เรียนรู้มิติสัมพันธ์ด้านคณิตศาสตร์ เชื่อมโยงตัวเลขผ่านร่างกายของเรา เปรียบเทียบกับอัตราส่วนจริง(คุณพ่อคุณแม่ช่วยเป็นต้นแบบ เพื่อให้ได้สัดส่วนใกล้เคียงมาตรฐานจริง ค่าที่ได้อาจเป็นเพียงค่าประมาณ แต่ก็ได้สนุกเรียนรู้ไปพร้อมกันด้วยค่ะ)

1 นิ้ว = ความกว้าง 1 นิ้วโป้ง
1 ฟุต = ความยาวของเท้า
1 ศอก = ความยาวจากปลายนิ้วกลางถึงข้อศอก

Tip 5 เตรียมความพร้อม บวก-ลบ-คูณ-หาร
ก่อนรู้จักเครื่องหมายบวก ลบ คูณ หาร ลองจัดบรรยากาศรอบตัวให้เป็นสนามประลองโจทย์คณิตศาสตร์ให้เจ้าหนูเห็นการเปลี่ยนแปลงย้ายที่ของค่าตัวเลขจริง วิธีนี้จะช่วยเรียนรู้ได้ดีกว่าการตั้งโจทย์ 1+1 =? ค่ะ
- วัยอนุบาล...เรียนรู้บวกลบ เช่น จัดมุมร้านค้าขายผลไม้จริงที่ซื้อมารับประทานอยู่แล้ว มีส้ม 2 กล่อง กล่องแรกมีส้ม 5 ผล กล่องที่สองมีส้ม 15 ผล แล้วตั้งโจทย์ว่าทำอย่างไรให้ทั้ง 2 กล่อง มีส้มกล่องละ 10 ผล เจ้าหนูก็จะนับแยกผลส้มจริง ซึ่งจะทำให้เข้าใจได้ง่ายและเร็วกว่าการบวกลบตัวเลขค่ะ
วัยประถมต้น...ฝึกฝนคูณหาร เช่น คำนวณเวลา ลองชี้เข็มนาฬิกาให้เขาดู ถ้าคุณแม่พับผ้าคนเดียว เข็มยาวจะเดินจากเลข 1 ถึงเลข 4 ถามเขาว่าถ้าคุณแม่กับหนูช่วยกันพับสองคน จะใช้เวลาสั้นลงครึ่งหนึ่ง เข็มจะชี้ไปที่เลขไหน แล้วถ้าเพิ่มเสื้อผ้าที่ต้องพับอีกเท่าตัว จะต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นหรือลดลงเท่าไร อ๊ะ...อย่าลืมช่วยกันพับผ้าทดลองจริงด้วยนะคะ

Tip 6 คิดคำนวณในชีวิตจริง
เติมความแม่นยำด้วยการสอนคณิตจากเรื่องใกล้ตัวค่ะ
- คณิตจ่ายตลาด เช่น ลองให้เจ้าหนูช่วยคิดว่าจะใช้เงิน 100 บาท เพื่อซื้อวัตถุดิบไปทำข้าวผัดหมูสับแครอทใส่ไข่ สำหรับพ่อแม่และตัวหนูเอง? เขาจะได้ฝึกคำนวณทั้งปริมาณและราคาค่ะ
- เปรียบเทียบของชนิดเดียวในปริมาณและราคาที่ต่างกัน เช่น สบู่ 100 กรัม กับ 200 กรัม ราคา 10 บาท และ 15 บาท ซื้อก้อนไหนจึงจะประหยัดเงินมากกว่า
การเรียนรู้ของวัยนี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด ควรให้ความสำคัญกับความเข้าใจมากกว่าความจำ เพื่อเป็นรากฐานเชื่อมโยงสู่การเรียนรู้ด้านอื่นๆ ในอนาคต ที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่ต้องช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ในเรื่องนั้นๆ อย่างสนุกสนาน เพื่อสร้างจิตใจใฝ่รู้ให้กับลูกค่ะ
................................................................................................................

    
กองบรรณาธิการนิตยสาร Kids and School จากคอลัมน์ Smart Tips
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2009-07-19 17:50:06 IP : 124.121.230.21


ความคิดเห็นที่ 9 (1973203)

มอนเตสเซอรี่...สู่ EP : ปรับตัวอย่างไร

 

 

พ่อแม่มีความจำเป็นต้องย้ายบ้าน ลูกจึงต้องย้ายโรงเรียนกะทันหันค่ะ แม่พยายามเลือกโรงเรียนแนวเตรียมความพร้อมเหมือนเดิม แต่มีข้อแตกต่างเล็กน้อย คือลูกเคยเรียนรูปแบบมอนเตสเซอรี่ แต่ต้องย้ายมาเรียน อ.3 ในโปรแกรม EP ซึ่งมีแนวการสอนแบบบูรณาการเช่นกัน (ลูกพอจะมีพื้นฐานทักษะภาษาอังกฤษบ้างค่ะ) อยากทราบว่าจะช่วยลูกปรับตัวได้อย่างไรคะ

 

อภิญญา / กรุงเทพฯ

 

 

ลูกของคุณแม่โชคดีจริงๆ เลยค่ะที่มีคุณแม่ที่คอยเป็นห่วง ดูแล และเตรียมการให้การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ของลูกเป็นไปอย่างยากลำบากน้อยที่สุด การเปลี่ยนที่อยู่และที่เรียนสำหรับเด็กวัยอนุบาลนี้คงเป็นเรื่องที่น่าสนุก น่าตื่นเต้น และน่ากลัวไปในเวลาเดียวกัน

การเปลี่ยนโรงเรียนใหม่สำหรับเด็กบางคน อาจต้องการการดูแลเหมือนตอนที่เขาเริ่มเข้าโรงเรียนตอนอนุบาลหนึ่ง คุณแม่อาจช่วยน้องให้รู้สึกมั่นใจมากขึ้นโดยการให้น้องได้มีโอกาสไปเยี่ยมดูโรงเรียนก่อน ได้พบปะพูดคุยกับคุณครูในโรงเรียน ถ้าเป็นคุณครูประจำชั้นและคุณครูผู้ช่วยที่น้องจะได้เรียนด้วยจะยิ่งช่วยให้วันแรกของน้องที่โรงเรียนใหม่ไม่น่ากลัวนักค่ะ เพราะอย่างน้อยก็พอมีคนคุ้นหน้าคุ้นตาอยู่บ้าง

หรือถ้าเป็นไปได้ อาจขอข้อมูลจากทางโรงเรียนเพื่อติดต่อกับเพื่อนร่วมชั้นของน้องก่อนหน้าที่โรงเรียนเปิด ทำความรู้จักกันก่อนพบกันในวันเปิดเทอม ได้เล่นด้วยกันก่อน จะช่วยให้น้องรู้สึกอยากไปโรงเรียนมากขึ้นค่ะ

 

การเปลี่ยนแปลงตารางเวลาจากที่คุ้นเคย และการที่เด็กไม่ทราบว่ามีอะไรเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เป็นสิ่งที่ทำให้เด็กวัยอนุบาลบางคนไม่สบายใจ คุณแม่อาจช่วยน้องโดยการขออนุญาตโรงเรียนให้น้องได้เข้าไปดูการจัดกิจกรรมของห้องเรียนก่อนโรงเรียนเปิด โดยให้น้องไปกับผู้ใหญ่ที่น้องไว้ใจ ถ้าไม่สามารถทำได้ อาจขอตารางกิจกรรมของโรงเรียนมาเล่าให้น้องฟังถึงกิจกรรมที่ต้องทำในแต่ละวัน พอช่วยให้น้องรู้สึกมั่นคงขึ้นได้บ้างค่ะ

 

เรื่องภาษาและผู้สอนอาจเป็นตัวแปรหนึ่งที่เพิ่มความกังวลให้กับเด็ก หากน้องพอมีพื้นฐานทางภาษาอังกฤษ คงช่วยให้การสื่อสารกับคุณครูไม่ยากลำบากนัก อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ส่วนตัวพบว่าเด็กบางคนกังวลและไม่คุ้นเคยในการสื่อสารกับชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะชาวต่างประเทศที่รูปร่างหน้าตาไม่เหมือนกับคนไทย ช่วงแรกๆ หากมีครูผู้ช่วยที่เป็นคนไทยหรือมาจากประเทศแถบเอเชียอยู่ในห้อง จะช่วยให้เด็กกลุ่มนี้รู้สึกมั่นคงขึ้น

 

คุณแม่อาจช่วยน้องได้โดยการอ่านหนังสือนิทานภาษาอังกฤษ เกี่ยวกับการไปโรงเรียนให้น้องฟัง เลือกหนังสือที่ช่วยให้น้องเห็นถึงกิจวัตรในโรงเรียน และหนังสือที่มีประโยคคำพูด-คำถามที่น้องสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้อาจชวนน้องเล่นเป็นคุณครูกับนักเรียน เป็นโอกาสดีที่น้องได้ฝึกภาษาอย่างสนุกสนาน ได้ฟังตัวอย่างคำศัพท์หรือประโยคที่อาจต้องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น การขออนุญาตคุณครูไปห้องน้ำ เป็นต้น

 

เด็กแต่ละคนใช้เวลาในการปรับตัวแตกต่างกัน การที่มีความสัมพันธ์อบอุ่นกับครอบครัว มีพื้นฐานภาษาแม่ที่มั่นคง ล้วนเป็นการช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ของน้องที่โรงเรียนทั้งสิ้น เด็กบางคนอาจมีช่วงเวลา "เงียบ" ไประยะหนึ่ง เมื่อต้องไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใช้ภาษาที่ไม่คุ้นเคย แต่ในที่สุดเด็กส่วนใหญ่จะปรับตัวและเรียนรู้ได้ในเวลาไม่นานนักค่ะ

 

 

โดย: ดร.อรชา ตุลานันท์

นักวิชาการอิสระ

 

 

 

 
จาก: นิตยสาร Kids & School

 

ฉบับที่ 110 เดือนสิงหาคม 2552

ผู้แสดงความคิดเห็น admin วันที่ตอบ 2009-08-12 12:50:55 IP : 124.120.111.204


ความคิดเห็นที่ 10 (1996441)

คุณครูขา  น้องเป็นอะไรไม่รู้ขี้แยจังเลย  ทำอะไรไม่ได้ก็ร้องไห้   คุณแม่ก็คอยปลอบ  คอยช่วยแต่ก็ยังไม่ดีขึ้น  ร้องไห้ทุกที  ฝากคุณครูพูดกับน้องด้วยนะคะ 

 

คุณแม่ 

 

วันนี้คุณครูมีข้อมูลจากคุณหมอมาแนะนำวิธีการแก้ไขให้คุณแม่คะ    อย่างที่คุณครูแนะนำไปบ้างแล้ว คือ ค่อยๆ พูด  ปลอบแล้วช่วยแนะนำวิธีการแก้ไขปัญหา   ฝึกแก้ปัญหา   สร้างความมั่นใจในตนเองให้ลูกก่อน  การดุไม่ช่วยอะไรคะ 

 

เมื่อเกิดเหตุอะไรขึ้นนิดๆ หน่อย ๆ เด็กก็ร้องไห้ เอะอะหน่อยก็ร้องไห้ ยังไม่ทันจะต่อว่าอะไรก็ร้องไห้ไปเสียแล้ว ครอบครัวไหนได้เด็กขี้แยสักคนหนึ่ง ก็เป็นเรื่องน่ารำคาญทีเดียว สาเหตุของเด็กขี้แย ขาดความรัก ความสนใจจากพ่อแม่ จนทำให้ไม่มั่นใจต่อสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ถูกยั่วแหย่ ถูกแกล้งอยู่บ่อย ๆ ถูกบีบคั้นให้ถึงจุดที่ช่วยตัวเองไม่ได้ เป็นวิธีการเรียนรู้ ที่จะขอให้คนมาช่วยและสุดท้ายเด็กจะไม่คิดช่วยตัวเอง ไม่ได้ถูกฝึกให้ช่วยเหลือตัวเอง หรือฝึกให้มีทักษะรูปแบบต่าง ๆ ให้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ พ่อแม่ไม่เข้าใจเด็ก ฝึกสอนไม่ถูกวิธี แต่คอยดุว่าเด็กในเรื่องต่าง ๆ เป็นการเรียกร้องความสนใจ วิธีการแก้ไขเด็กขี้แย ศึกษาลักษณะของเด็กขี้แยว่ามีลักษณะดีด้านใด ข้อที่ควรแก้ไขด้านใดบ้าง และทักษะที่ควร พัฒนา เช่น ทักษะการเล่น การช่วยเหลือตนเอง การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การพูด เป็นต้น ฝึกสอนทักษะต่าง ๆ โดยให้โอกาสฝึกทำซ้ำ ๆ ภายใต้บรรยากาศที่ดี สนุกสนาน คอยให้กำลังใจเป็นระยะ ให้ความสนใจเด็กก่อน ขณะที่เด็กทำสิ่งต่าง ๆ และไม่สนใจขณะที่เด็กคร่ำครวญร้องไห้ ดูแล ปกป้องเด็กจากการถูกคุกคามหรือถูกยั่วแหย่ "สนับสนุนข้อมูล" พ.ญ. วินัดดา ปิยะศิลป์ กลุ่มงานจิตเวชและวัยรุ่น โครงการเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2009-10-18 16:08:19 IP : 124.120.110.131


ความคิดเห็นที่ 11 (2093131)
ลูกอายุ6ขวบกว่า ขี้ร้องไห้มากไม่มีสาเหตุและเวลาร้องจะร้องเสียงดัง ยิ่งปลอบก็ยิ่งนอนดิ้น พอไม่สนใจก็ร้องเสียงดังขึ้น ไม่รู้จะทำยังไงดี ผู้รู้ช่วยตอบหน่อยคะ
ผู้แสดงความคิดเห็น คุณแม่ลูกสอง (sa_ree-dot-2010-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-08-06 13:25:37 IP : 210.246.146.129


ความคิดเห็นที่ 12 (2106349)

peg bundy wig short hair wigs month you can imagine these wigs will be wigs out of real human hair The downside to lace wig glue black hair extension.

ผู้แสดงความคิดเห็น connie (barbara-at-mail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-09-10 17:50:53 IP : 125.126.157.28


ความคิดเห็นที่ 13 (2236557)

ข้อมูลเยอะมาก  ขอบคุณครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น ทวีศักดิ์ แดงดี (taweesak88-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2011-12-06 19:16:28 IP : 27.55.1.239


ความคิดเห็นที่ 14 (2340305)

ขอบคุณที่เป็นแหล่งข้อมูลดี ๆ ค่ะ  

ผู้แสดงความคิดเห็น Super pen วันที่ตอบ 2013-03-07 12:41:34 IP : 183.89.158.195



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.